PDA

แสดงเวอร์ชันเต็ม : พระอาจารย์สุบรรณ สิริธโร วัดถ้ำผาเกิ้ง อำเภอเวียงเก่า ขอนแก่น



Thaza
11-12-2010, 11:29 AM
แนะนำครูบาอาจารย์ แถวขอนแก่นครับ พระอาจารย์สุบรรณ สิริธโร วัดถ้ำผาเกิ้ง อ.เวียงเก่า ขอนแก่นครับ

ประวัติทาน ตามเวปนี้เลยนะครับ http://www.pakeong.toptestcenter.com/2010-05-12-03-34-51.html#



http://upic.me/i/kr/xs204.jpg

Thaza
11-13-2010, 03:08 PM
ขอแนะนำ พระอาจารย์ ทีผมเองนับถือนะครับ และบอกเล่าประสพการณ์ทีตัวเองใด้ประสพมากับตัวเอง เพือเผยแพร่คุณงามความดีของพระอาจารย์สุบรรณ สิริธโร ออกให้สาธารณชนรับมราบครับ
                  ผมเองรู้จักพระอาจารย์สุบรรณ ครั้งแรก เมือประมาณปี 2544 ช่วงนั้นกระแสกุมารทองกับตระกรุด กำรังแรงครับ ผมเองก็หาชื้อรูปหล่อกุมารทอง
ตามร้านขายเครีองสังฆพันธ์ทีตัวจังหวัดขอนแก่น ครับโดยชื้อไป 2 องค์ ทางร้านได้ไส่กรองปิดอย่างดีให้(ขนาดก็ตัวละ 3 นิ้วครับ) รุ้งขึ้นก็นำไปให้ท่านพระอาจารย์ อธิฐานจิตเสก ขึ่นไปกุฏิท่านให้ก็ประมาณบ่าย 2 โมงครับ กราบท่านเสร๊จยังไม่ทันพูดไรเลย ท่านพระอาจารย์เทศดักก่อนเลยครับ" ว่าภูมิเจ้าทีเจ่าทาง หรือดวงวิญานแถวนี้และมันไปเกิดกันหมดแล้วจะเอามาทำไม ครูบาอาจารย่เพินแผร่เมตตาให้จนไปเกิดหมดแล้ว เอามามันสิมีหยังสิมาเขาให้ แล้วท่านก็เทศสอนไปอีกยาวเลยครับ แต่สุดท้ายท่านก็บอกว่า เอ้ายกมาดูก็เลยใด้ยกกล่องกุมารทอง ไปให้ท่านกะว่าจะเปิดให้ท่านดูท่านพูดออกมาอีกว่า มารทองจังไดคือเฒาแท้ ตอนนั้น งง อยู่ครับก็เปิดกล้องกุมารทองให้ท่านดูทัง 2 องค์ มีองค์หนึ่งครับหล่อไม่ดีผิวตรงองค์กุมารทองย่นๆเหมือนคนแก่ครับ พระอาจารย์ยังพูดอีกว่า เห็นบอบอกแล้ว มันเฒา และท่านก็รับกุมารนั้นไว้อธิฐานให้ครับ"คุณครับตอนนั้นหละครับบอกกับตัวเอวอืมเจอแล้ว เคยแต่อ่านเจอมาว่าหลวงปู่หลวงพ่อองค์นั้นองค์นี้รู้ว่าระจิต เมือเจอกับตัวเองแม้เป็นสิงเล็กๆๆเมือเทียบกับอภินิหารของเกจิท่านอืนๆๆ แต่มันเป็นการประสบกับตัวเอง ก็ทำให้เราประทับใจมากครับ กับท่านพระอารย์สุบรรณ เดียวมีเวลาจะเล่าประสพการทีท่านช้วยผมชีวิตไว้ครับ เพือเผยแพร่เกรียติคุณท่านพระอาจารย์ครับ

Thaza
11-13-2010, 06:46 PM
บรรยากาศภายในวัดถ้ำผาเกิ้ง พระพุทธนิติ พระประทานวัดถ้ำผาเกิ้ง

Thaza
11-13-2010, 06:51 PM
วัดถ้ำผาเกิ้ง อำเภอเวียงเก่า ขอนแก่น เป็นวัดป่ากรรมฐาน ทีเหมาะสำหรับนักปฏิบัติ
ภาพจากคุณทรงชัย เวป ://www.pakeong.toptestcenter.com ครับ

aniwat88
11-14-2010, 06:06 AM
พระอาจารย์สุบรรณท่านเทศน์ได้จับใจขอนมัสการครูบาอาจารย์ท่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

Thaza
11-14-2010, 07:07 PM
พรรษาที่ ๔ ( พ.ศ. ๒๕๓๑ )รู้ทางเดินที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้
ในพรรษานี้พระอาจารย์สุบรรณ์ได้เดินธุดงค์ไปแถบภูหินร่องกล้า และได้พบสถานที่เหมาะแก่การบำเพ็ญภาวนาเป็นวัดร้างแห่งหนึ่งซึ่งเป็นสถานที่ของครูบา-อาจารย์รุ่นก่อนได้เคยมาบำเพ็ญและได้จำพรรษาที่วัดร้างแห่งนี้ พระอาจารย์สุบรรณ์ตั้งใจว่าจะบำเพ็ญภาวนาให้เต็มที่เพราะสถานที่เหมาะสมมาก

ผจญผีม้ง
ในช่วงแรกที่มาพักอยู่นั้นได้ผจญกับ “ผีม้ง” แทบทุกคืน จนไม่ได้หลับนอนพักผ่อน พระอาจารย์เล่าว่าพอพลบค่ำในช่วงจะทำวัตรสวดมนต์นั้นจะมีเสียงคล้ายชาวม้งเดินขึ้นมาบนกุฏิพร้อมกับพูดคุยสนทนาเป็นภาษาม้งให้ได้ยินชัดเจน ผลัดกันขึ้นมาที่ละกลุ่มหมุนเวียนกันไป พอพระอาจารย์เปิดประตูมาดูปรากฏว่าเสียงนั้นเงียบหายและไม่เห็นว่ามีคนอยู่เลยเป็นอย่างนี้ทุกวัน ท่านบอกว่าช่วงแรกรู้สึกกลัวจนไม่ได้พักผ่อนทำให้ร่างกายขาวซีดเพราะอดนอน ต่อมาท่านได้พิจารณาและตั้งสติให้ดีไม่สนใจกับเสียงเหล่านั้นและไม่ออกไปดูนานๆเข้าปรากฏว่าเสียงพูดคุยนั้นค่อยเงียบหายไปนานๆครั้งจะมาให้ได้ยินสักครั้งหนึ่งและสุดท้ายก็เงียบหายไปเฉยๆ

เสือมานั่งดูเดินจงกลม
คืนหนึ่งในช่วงหัวค่ำเป็นคืนที่มีฝนตกพรำๆ พระอาจารย์สุบรรณ์ท่านกำลังทำความเพียรเดินจงกลมอยู่ แต่วันนี้ผิดปกติกว่าทุกวันเพราะท่านสังเกตเห็นว่าบรรดาสัตว์น้อยใหญ่ที่เคยมาหากินเป็นประจำก็ไม่มา แมวที่เคยวิ่งไล่กัดกันก็หายไปในกุฏิ เสียงแมลงต่างๆที่เคยส่งเสียงกลับเงียบสนิท ในจิตของพระอาจารย์พอที่จะรับรู้ว่าต้องมีสิ่งที่เป็นที่น่ากลัวของสัตว์เหล่านี้กำลังจะมา กอปรกับได้เคยมีชาวบ้านในแถบนั้นเคยมาเตือนเรื่องเสือที่เข้ามากินวัวของชาวบ้านแต่พระอาจารย์สุบรรณ์ก็มิได้กังวลอะไรมากและท่านก็เดินจงกลมต่อไป
เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่งพระอาจารย์สุบรรณ์ก็เริ่มได้กลิ่นสาปสางของเสือ ท่านว่ามันรุนแรงจนแทบจะอาเจียนออกมา แต่ท่านก็ยังคงกำหนดจิตเดินจงกลมต่อไป แต่ในจิตกำลังพิจารณาว่า ถ้าเป็นเสือมาจะทำอย่างไร
เจ้าตัวกิเลสในใจ (ความกลัวตาย) บอกให้ถ้าเสือมาให้วิ่งขึ้นกุฏิ แต่สติสัมปชัญญะบอกว่าจะหนีได้อย่างไรเราเป็นพระกรรมฐานถ้าหนีก็น่าอายเทวดาที่กำลังอนุโมทนาอยู่ สติปัญญากับกิเลสภายในใจขณะนั้นกำลังถกเถียงกันอย่างรุนแรง พอท่านเดินสุดทางจงกลมและหันกลับมาสิ่งที่ท่านคิดไว้ก็เป็นจริง ปรากฏว่าเสือตัวขนาดใหญ่นั่งสูงท่วมหัวท่านอยู่อีกด้านหนึ่งของปลายทางจงกลม ท่านเล่าว่า
“ท่านเกิดความกลัวสุดขีดในขณะนั้นจนแทบจะสลบ แต่อาศัยที่เคยฝึกสติมาจนชำนาญเลยตั้งสติได้และท่านยังคงเดินจงกลมเข้าหาเสือที่นั่งอยู่แต่รู้สึกถึงความเบาของร่างกายในขณะนั้นและยิ่งเบาขึ้นเรื่อยๆเมื่อเดินเข้าใกล้เสือ ท่านเล่าว่ามีความกลัวอย่างมากมายแต่ท่านก็ยังเดินเข้ามาหาเสือจนสุดปลายทางจงกลม ท่านประมาณได้ว่าเสือนั่งห่างจากท่านประมาณวาเดียวเท่านั้น และท่านได้
หันหลังกลับเพื่อเดินต่อแต่ภายในจิตของพระอาจารย์สุบรรณ์นั้นกำลังมีการต่อสู้กันอย่างสุดขีดระหว่างสติปัญญากับกิเลส(ความกลัวตาย) มีการถกเถียงกันอย่างรุนแรง กิเลสมันบอกให้หนีไป แต่สติปัญญาบอกว่าถ้าจะตายเพราะการบำเพ็ญความเพียรอยู่ก็ให้มันตายไป
เจ้าตัวกิเลสมันยังมีเล่ห์กลมาหลอกล่ออีกว่า ถ้าไม่หนีจะต้องโดนเสือกิน แต่ตัวสติสัมปชัญญะของท่านพระอาจารย์สุบรรณ์ยังมั่นคงเดินจนสุดปลายทางจงกลม และหันกลับมาเผชิญหน้ากลับเสืออีกครั้ง ท่านบอกว่าใช้สติคุมใจไว้อย่างเดียวและเป็นการมีสติที่มั่นคงที่สุดในชีวิตอย่างไม่เคยมีมาก่อน ท่านเดินจนสุดทางจงกลม แล้วจะต้องหันหลังให้เสืออีกครั้งเมื่อเดินมาถึงกลางทางจงกลม เจ้ากิเลสภายในจิตใจมันยังไม่ยอมแพ้ มันบอกว่าให้หนีขึ้นกุฏิไปซะถ้าไม่ไปจะต้องโดนเสือกัดตายนะ เพราะมันรู้ว่ามนุษย์นั้นกลัวความตายเป็นที่สุด แต่ตัวสติปัญญาที่ผ่านการอบรมมาอย่างดีแล้วนั้น บอกกับมันว่า ตายก็ให้มันตายไปเพราะตายมาหลายภพหลายชาติแล้ว ถ้าเคยมีเวรกรรมต่อกันก็ให้เสือมันกินเพื่อชดใช้กรรมที่เคยมีต่อกัน และท่านก็ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวเด็ดขาดว่าไม่หนี พอตัดสินใจได้เช่นนั้นปรากฏว่า กิเลสมันกระเด็นขาดออกไปจากใจท่าน พอกิเลสมันกระเด็นขาดออกไปปรากฏว่า จิตท่านรวมลง “จิตรวมใหญ่” มีแต่ความสว่างไสวของจิตเท่านั้นไม่มีสิ่งใดเข้ามาให้ท่านรับรู้อีกเลยในขณะนั้น”
ท่านเล่าว่าที่จำได้ในขณะที่เจอเสือนั้นเป็นเวลาประมาณสามทุ่มได้และท่านมารู้สึกตัวอีกที่ประมาณตีสามเห็นจะได้ พอรู้สึกตัวขึ้นมาก็เห็นตัวเองยืนอยู่ที่เดิม และตั้งสติมองหาเสือก็ไม่เห็นเสือเสียแล้ว เดินไปที่มันนั่งอยู่ปรากฏไว้แต่รอยเท่านั้น และท่านยังเดินไปตามหามันอีกก็เห็นแต่รอยของมันเท่านั้น
หลังจากนั้นท่านกลับมาจากการเดินตามหาเสือแล้วท่านก็กลับมานั่งภาวนาปรากฏว่าจิตท่านรวมลงอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดกว่าที่เคยเป็นมาคือไม่เป็นแบบ
อุคนิมิต ปฏิภาคนิมิต ปฏิภาณนิมิตเหมือนสมัยบวชใหม่ๆ ซึ่งตอนนั้นเป็นแบบฌานสมาธิ แต่คราวนี้เป็นแบบความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวมีสติสัมปชัญญะตลอด สติมั่นคงมากจิตสงบลงอย่างรวดเร็วแต่สติตามรู้ทันตลอด กิเลสในใจตัวไหนขาดสะบั้นรู้ทันหมด มีความละเอียดเท่าไรก็รู้ ตัวที่มากั้นตัวสุดท้ายคือ “กังขาวิตรณวิสุทธิ” ขาดสะบั้นลงทำให้จิตรู้เหตุรู้ปัจจัยของขันธ์ ปฏิจจสมุทบาทเกิดขึ้นรู้จักการเดินทางของพระพุทธเจ้าที่ท่านเข้ามารู้ธรรมชาติที่มีอยู่และจิตเข้าไปยึดและหลงอยู่ ทำให้หมดความสงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้านับแต่นั้นมา
จากข้อมูล:หนังสือทีระรึกฉลองศาลา ปี 2550 (ภาพจากคุณทรงชัย เวป ://www.pakeong.toptestcenter.com ครับ)

Thaza
11-15-2010, 05:25 PM
ในด้านวัตถุมงมลท่านพระอาจารย์สุบรรณใด้สร้างไว้หลายรุ่นหลายแบบแล้ว ด้วยความจำเป็นเพราะญาติโยมในยุคแรกๆที่มีการบุกเบิกสร้างวัดถ้ำผาเกิ้ง ญาติโยมทีเข้าวัดโดยมากก็มาขอหวยกันชะเยอะไม่ก็มาลองของลองวิชาชะมากเพราะหมู่บ้านโคกหนองขามมีคนทีเป็นหมอธรรมอยู่เยอะ หรือไม่ก็ไม่ศรัทธาไม่กลัวนรกที่ตกกลางคืนเข้ามาล่าหมู่ป่าล่ากว้างก็มี กลางวันก็มักเอาของดีออกมาทดลองยิงกันตามประสา ช่วงนั้นพระอาจารย์จึงใด้ทำวัตถุมงมลชุดหนึ่งโดยนำฟอดซิลไดโนเสา ส่วนที่เป็นฟันมาแกะพระได้จำนวนหนึ่ง เมือมีญาติโยมมาหาเพือขอของดีไปทานก็มอบให้ไป แล้วคนที่ใด้ไปก็ได้นำไปลองยิงดูปรากฎว่าไม่ออก ชึงในกลุ่มทีนำไปทดลองยิง ปัจจุบันใด้ปฏิบัติธรรมอยู่ทีวัดก็หลายคน ท่านทีมีโอกาศได้ไปทีวัดถำผาเกิ้งลองสอบถามเรื่องราวดูนะครับ เรืองนี้ผมได้รับการบอกเล่า จาก พระอาจารย์หน่อย  ปัจจุบันท่านจำพรรษาที ที่พักสงฆ์ป่าช่าโศกห่าง อ.หน่องสองห้อง ขอนแก่น ชึงเป็นศิตย์ยุคแรกๆของท่านพระอาจารย์สุบรรณ ครับ

Thaza
11-15-2010, 05:28 PM
รูปหล่อเหมือน รุ่นแรก พระอาจารย์สุบรรณ สิริธโร วัดถ้ำผาเกิ้ง สร้าง ปี 2549
จำนวนจัดสร้างมี เนือทองเหลืองรมดำ 299 องค์ เนื้อเงิน 10 องค์(หล่อตันครับ)
รุ่นแรก จะอุดกริ่งนะครับ ใต้ฐานเป็นยันต์ นะ แจกงานกฐิน ปี 2550 ครับ

bell
11-15-2010, 11:28 PM
รูปหล่อเหมือน รุ่นแรก พระอาจารย์สุบรรฯ สิริธโร วัดถ้ำผาเกิ้ง สร้าง ปี 2549
จำนวนจัดสร้างมี เนือทองเหลืองรมดำ 299 องค์ เนือเงิน 10 องค์
รุ่นแรก จะอุดกริ่งนะครับ ใต้ฐานเป็นยันต์ นะ ส่วนเนื้อเงิน 10 องค์หล่อตันครับ แจกงานกฐิน ปี 2550 ครับ


ไม่พอมีเหลือบ้างหรอครับ อยากได้ ท่าน Thaza พอเมตตาได้ไหมครับ

Thaza
11-16-2010, 07:19 AM
รูปหล่อเหมือน รุ่นแรก พระอาจารย์สุบรรฯ สิริธโร วัดถ้ำผาเกิ้ง  สร้าง ปี 2549
จำนวนจัดสร้างมี เนือทองเหลืองรมดำ 299 องค์  เนือเงิน 10 องค์
รุ่นแรก จะอุดกริ่งนะครับ ใต้ฐานเป็นยันต์ นะ ส่วนเนื้อเงิน 10 องค์หล่อตันครับ แจกงานกฐิน ปี 2550 ครับ


ไม่พอมีเหลือบ้างหรอครับ อยากได้ ท่าน Thaza  พอเมตตาได้ไหมครับ

คุณ bell ถ้าอยู่ไกล้ วัดถ้ำผาเกิ้ง ขึ้นไปขอท่านพระอาจารย์ที่วัดนะครับ รูปหล่อรุ่นแรกหมดไปแล้วครับ แต่เหรียญรุ่นแรกที่วัดยังมี และรุ่นสอง รุ่นสาม เหลืออยู่นะครับ

bell
11-16-2010, 12:32 PM
[quote=Thaza ]
รูปหล่อเหมือน รุ่นแรก พระอาจารย์สุบรรฯ สิริธโร วัดถ้ำผาเกิ้ง สร้าง ปี 2549
จำนวนจัดสร้างมี เนือทองเหลืองรมดำ 299 องค์ เนือเงิน 10 องค์
รุ่นแรก จะอุดกริ่งนะครับ ใต้ฐานเป็นยันต์ นะ ส่วนเนื้อเงิน 10 องค์หล่อตันครับ แจกงานกฐิน ปี 2550 ครับ


ไม่พอมีเหลือบ้างหรอครับ อยากได้ ท่าน Thaza พอเมตตาได้ไหมครับ

คุณ bell ถ้าอยู่ไกล้ วัดถ้ำผาเกิ้ง ขึ้นไปขอท่านพระอาจารย์ที่วัดนะครับ รูปหล่อรุ่นแรกหมดไปแล้วครับ แต่เหรียญรุ่นแรกที่วัดยังมี แต่รุ่นสอง รุ่นสาม เหลืออยู่นะครับ
[/quoteผมอยู่ไกลวัดครับ เเต่เคยได่้กราบท่านและฟังธรรมจากท่านครับ ถ้าท่านพอเมตตาได้และเป็นธุระได้ก็ขอขอบคุณครับ

Thaza
11-16-2010, 03:12 PM
[quote=Thaza ]
รูปหล่อเหมือน รุ่นแรก พระอาจารย์สุบรรฯ สิริธโร วัดถ้ำผาเกิ้ง สร้าง ปี 2549
จำนวนจัดสร้างมี เนือทองเหลืองรมดำ 299 องค์ เนือเงิน 10 องค์
รุ่นแรก จะอุดกริ่งนะครับ ใต้ฐานเป็นยันต์ นะ ส่วนเนื้อเงิน 10 องค์หล่อตันครับ แจกงานกฐิน ปี 2550 ครับ


ไม่พอมีเหลือบ้างหรอครับ อยากได้ ท่าน Thaza พอเมตตาได้ไหมครับ

คุณ bell ถ้าอยู่ไกล้ วัดถ้ำผาเกิ้ง ขึ้นไปขอท่านพระอาจารย์ที่วัดนะครับ รูปหล่อรุ่นแรกหมดไปแล้วครับ แต่เหรียญรุ่นแรกที่วัดยังมี แต่รุ่นสอง รุ่นสาม เหลืออยู่นะครับ
[/quoteผมอยู่ไกลวัดครับ เเต่เคยได่้กราบท่านและฟังธรรมจากท่านครับ ถ้าท่านพอเมตตาได้และเป็นธุระได้ก็ขอขอบคุณครับ

คุณ bell ส่งทีอยู่มาให้ทีครับ

Thaza
11-16-2010, 03:40 PM
พระอาจารย์กับนักเล่นหวย
        ยุคแรกๆของวัดถ้ำผาเกิ้งญาติโยมที่เข้าวัดโดยมากมักมาเพื่อขอหวยขอเลขเด็จกัน ไกล้วันหวยออกก็มีกลุ่มญาติโยมกลุ่มหนึ่งมาทีวัดโดยขึ่นไปพบพระอาจารย์ทีโรงน้ำร้อน แล้วโยมแม่ออกคนหนึ่งในกลุ่มก็ได้เริ่มกล่าวถึงความยากจนของกลุ่มพวกตัวเอง และใด้ขอเลขเด็จจากพระอาจารย์สุบรรรณ ทั่นทีทีพูดจบท่านพระอาจารย์ก็ไล่ให้กลับไปโดยบอกว่า"มาทางไดให้กลับไปทางนั่น"  พอผ่านวันหวยออกไม่นาน กลุ่มญาติโยมที่ เคยมาขอหวยก็มาทำบุญทีวัด และเล่าให้โยมทีวัดฟังว่า กลับไปก็ไปตีคำพูดท่านพระอาจารย์ที่บอกว่า "มาทางไดให้กลับไปทางนั่น" ว่าหมายถึงให้ชื่อหวยตัวเดิมทีเคยออกงวยทีแล้วมา และหวยงวยนั่นก็ออกตัวเดิมจริงๆ
         เรื่องนี้เล่าให้ฟังพอขำๆนะครับ เพราะพระอาจารย์หน่อย ที่เล่าเรื่องนี้ให้ผมฟังท่านบอกว่า ท่านพระอาจารย์ไล่โยมกลุ่มนั้นจริงๆไม่ได้ไบหวย ครับ

ก๊วยเจ๋ง
11-17-2010, 05:57 PM
สุดยอดครับพี่

Phanoy
11-17-2010, 06:38 PM
เมื่อปี 2551ได้กราบหลวงพ่อทิ่วัด วัดหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น ครั้งนั้นไปเผาศพโยมพ่อครูบารูปหนึ่ง ครั้งนั้นท่านชวนให้ไปเทิ่ยวทิ่วัดถ้ำผาเกิ้ง ท่านพระอาจารย์ประพาสบอกว่าไกลมากใว้เทิ่ยวหน้าค่อยไป ตราบเท่าวันนี้จากวันนั้นยังไม่ได้ไปกราบนมัสการหลวงพ่อท่านอีกเลย แต่ก็ปลื้มปิตินะคะทิ่ครั้งหนึ่งในชีวิตของพิราบมีบุญวาสนาได้เข้ากราบนมัสการหลวงพ่อท่าน.... [fu8iy] [fu8iy] [fu8iy] สาธุ..กราบนมัสการหลวงพ่อผ่านทางนี้ค่ะ [fu8iy] [fu8iy] [fu8iy]

Thaza
11-18-2010, 07:02 AM
พระเหนือทดสอบพระอาจารย์
      เมื่อปี 2545 กลุ่มพระภิษุญาติโยมจาก วัดด่อยอนาลโย พะเยา ได้จัดผ้าป่ามาทอดที่ ที่พักสงฆ์ป่าช่าแสงธรรม บ้านบุ่งแสง อ.ภูเวียง ชึ้งสมัยนั่นพระอาจารย์หน่อย จำพรรษาที่นี้ ลูกศิษย์ เมื่อถึงไกล้กำหนดงาน คณะผ้าป่า ก็มาถึงก่อนวันทอดจริงหนึ่งวัน เมื่อมีเวลาพระที่มากับคณะก็ไปนมัสการพระอาจารย์สุบรรณ ทีวัดถ้ำผาเกิ้ง กันก่อนและในกลุ่มพระทีมานั่นมีพระท่านหนึ่งเคยอยู่ปฏิบัติธรรมกับครูบาอาจารย์ทางภาคเหนือเกิดอยากรู้ว่าพระอาจารย์สำเร็จธรรมขั่นไหนแล้ว ก็ได้เรียบเคียงถามท่านพระอาจารย์สุบรรณ เกี่ยวกับ ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งแถบแม่แต่ง เชียงใหม่ ว่าท่านสำเร็จอรหันต์แล้วหรือยัง? คำตอบท่านพระอาจารย์สุบรรณที่ตอบ สั่นๆครับว่า "ยังแค่ อนาคามี ฤทธิ์เพินหลายโพด" เมื่อคณะพระทีไปกลับมาที ป่าช่าแสงธรรม หลวงพี่ที่รวมคณะไปนั่น เล่าให้ผมฟังและบอกว่าครูบาอาจารย์แถบแม่แตง ท่านนั่นเคยบอกว่าท่านยังไม่สำเร็จอรหันต์ แต่ก็เบาบางมากแล้ว เพราะถ้าตัดกิเลศขั่นละเอียดนั่นวิบาคกรรมจะตามมาจะทำให้ท่านเป็นอัมพาท เดินไม่ได้ ท่านยังต้องเดินท่านไปโปรทญาติโยมอีกเยอะ
    พระอาจารย่หน่อย เล่าให้ผมฟังว่า ตอนติดตามท่านพระอาจารย์สุบรรณ ใหม่ๆเคยถามเรื่องภาวนากับท่านบอกว่า "ถามมาโลดเรื่องภาวนานะ ย่านตะพระอรหันต์ถามนั่นหละ"ชึ้งตอนนั้นก็เป็นช่วงทีพระอาจารย์สุบรรณ มาจำพรรษาที ถ้ำผาเกิ้ง ใหม่ๆแล้ว

bell
11-19-2010, 10:11 AM
อยากเห็นเหรียญพระอาจารย์สุบรร ทั้งสามรุ่นครับ

Thaza
11-19-2010, 05:34 PM
เหรียญพระอาจารย์สุบรรณ สิริธโร รุ่นแรก สร้าง ปี 2550 ประมาณกลางพรรษา เพื่อแจกในงานกฐิน ปี 2550 เนื้อทีสร้างมีเฉพาะทองแดง เท่านั้น
ผิวมีทังแบบรมดำ รมมันปู รมน้ำตาล ครับ จำนวนสร้าง ติดไว้ก่อนนะครับ

Thaza
11-19-2010, 06:53 PM
เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องที ตาปะขาวอาน ศิษต์ฆราวาสของพระอาจารย์สุบรรณ
สมัยทีท่านไปอยู่ปฎิบัติกับท่านพระอาจารย์สุบรรณ ท่านตาปะขาวมีโอกาศใด้อุปฐากพระอาจารย์มีหน้าทีค่อยต้มน้ำร้อน ปัดกรวดกุฎิ ให้ท่านพระอาจารย์ มีวันหนึ่งท่านก็ไปทำความสะอาดกุฏิท่านพระอาจารย์เป็นปกติ เมื่อเสร็จงานทำความสะอาดท่านพระอาจารย์ก็บอกให้ไปเอาน้ำที่แท่งให้หน่อยชึ้งจุดทีแท่งตังอยู่ตรงตีนเขาทีกุฏิอาจารย์ตั้งอยู่ชึ้งมองจากกุฏิท่านพระอาจารย์จะมองไม่เห็นแท่งน้ำใบนั่น ตาปะขาวก็ลงไปเอาน้ำทีแท่งน้ำปรากฎว่าเปิดก๊อกน้ำแล้วน้ำไม่ไหล สุดท้ายก็กลับไปเรียนท่านพระอาจารย์ว่าน้ำไม่ไหล ท่านพระอาจารย์ก็บอกให้ลงไปเปิดดูใหม่ชิ โดยท่านพูดแบบยิ้มๆ ตาปะขาวก็ไปเปิดดูอีกก็ไม่ไหลตามเดิมก็กลับมาเรียนพระอาจารย์อีกครั้งว่า ท่านก็บอกว่าไปดูอีก มันไหลแล้วโดยท่านพูดแบบยิ้มๆอีกเช่นเคย ตาปะขาวอาน ก็ไปเอาน้ำอีกรอบคราวนี้เปิดก๊อกน้ำก็ไหลเป็นปกติ
ท่านตาปะขาวท่านบอกว่าท่านพระอาจารย์ท่านคงยอกเล่นนะ

bell
11-23-2010, 04:34 PM
จากที่เคยได้ฟังท่านพระอาจารย์สุบรรท่านเทศนั้น รู้สึกได้เลยว่าท่านเป็นพระนักปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอีกรูปหนึ่ง ซึ่งผมเชือเหลือเกินว่าท่านจะเป็นกำลังที่สำคัญในงานเผยแผ่พระศาสนาในอนาคต กราบนมัสการพระอาจารย์

Thaza
11-23-2010, 06:58 PM
แสงสว่างทีกุฏิ
เรื่องนี้มีศิษต์พระอาจารย์เห็นหลายทานและหลายวาระกัน เรื่องทีผมจะเล่าให้ฟังนี้เป็นเรื่องของทิตแหล่ สมัยบวชเณรอยู่กับพระอาจารย์ใด้พักอยู่กุฏิ
ไกล้กับกุฏิพระอาจารย์ชึ่งระยะห้างของกุฏิก็ไม่สามารถณมองเห็นอีกกุฏิหนึ่งได้ ประมาณเทียงคืนทุกคืนเณรแหล่ก้จะลึกขึ่นมาเข้าห้องน้ำทุกคืนเป็นประจำ และมีวันหนึ่งใด้มองไปทางกุฏิท่านพระอาจารย์เห็นแสงคล้ายกับที่กุฏิท่านเปิดไฟไว้ ชึ้งเป็นไปไม่ได้เพราะทีวัดไม่มีไฟฟ้าใช้แต่แสงทีเห็นนั้นเป็นแสงขาวคล้ายแสงไฟนิออน จึงเดินเข้าไปดูที่กุฏิท่านพระอาจารย์ด้วยคิดว่าหรือมีใครมาหาพระอาจารย์หรือเปล่า ขณะเดินไปที่กุฏิท่านพระอาจารย์ก็มองเห็นแสง แต่พอเดินพ้นพอที่จะมองเห็นตัวกุฏิท่านพระอาจารย์แสงกลับไม่มีมืดสนิทเป็นปกติ เมือเห็นว่าไม่มีใครมาหาพระอาจารย์เณรแหล่ก็เดินกลับกุฏิตัวเอง เมือกลับมาถึงมองไปทางกุฏิพระอาจารย์ก็เห็นแสงสว่างเหมือนกุฏิท่านพระอาจารย์เปิดไฟอีก ระยะห่างจากกุฏิพระอาจารย์กับกุฏิเณรแหล่ก็ประมาณแค่ 30 เมตรเองก็เดินไปดูอีกก็เหมือนเดิมพอเดินถึงกุฏิพระอาจารย์แสงก็หายไปอีก เป็นอย่างนี้ ถึงสามรอบ พ่อเช่ามาเณรแหล่ก็เล่าเรื่องนี้ให้พระอาจารย์หน่อยกับโยมทีวัดฟัง พระและโยมทีฟังก็บอกว่าไม่แปลกหรอกมีเห็นแบบนี้หลายคน หลายคนไม่รู้เหมือนกันว่ามันแสงอะไรกันแน่ บ้างก็ว่าอาจเป็นภูมิเจ้าทีหรือเทวดามาหาพระอาจารย์ ก็เป็นได้
เณรแหล่ต่อมาใด้บวชเป็นพระ และใด้สึกมามีครอบครัวปัจจุบันอาศัยอยู่ที่ บ้านบุ่งแสง ตำบลนาชุมแสง อำเภอภูเวียง ครับ

bell
11-25-2010, 06:07 PM
ได้รับเหรียญพระอาจารย์แล้วครบ สวยมาก ขอบคุณครับ

Thaza
11-25-2010, 07:22 PM
        ก่อนปี ๒๕๔๔ ที่วัดถ้ำผาเกิ้ง ท่านพระอาจารย์ไม่ค่อยจะอนุญาตให้มีการก่อสร้างมากนัก และท่านมักไม่ย่อมเปิดตัวเท่าไหรนักครับ แม้กระทั้งมีนิตยสารพระมาขออนุญาตินำประวัติมาเผยแพร่  แต่ท่านก็ไม่อนุญาติให้ลง ท่านมักจะบอกเสมอว่าพ่อแม่ครูบาอาจารย์ยังอยู่อีกมาก  ท่านก็จะอยู่อย่างนี้หละ  จนถึงปี ๒๕๔๖ ท่านพระอาจารย์สุบรรณ จึงอนุญาติให้โอกาศญาติโยมได้ทำบุญ สร้างถาวรวัตถุภายในวัดได้  ถึงศิตษ์ไกล้ชิดหลายท่านบอกว่าท่านพระอาจารย์ ท่านอาจจะเสร็จกิจแล้วก็เป็นได้ เพระท่านเองก็บอกมาก่อหน้านี้หลายปีแล้วว่า กลัวแต่พระอรหันต์นั้นหละถาม
         นับจากปี ๒๕๔๔ ท่านพระอาจารย์เริ่มทีจะออกไปโปรดญาติโยมตามสถานทีต่างๆไกลๆมากขึ่น และท่านจะพาญาติโยมไปทำบูญทีวัดป่าบ้านตาด ของหลวงตามหาบัว แทบจะทุกครั้งทีมีการจัดผ่าป่าช้วยชาติขึ่นที่วัดป่าบ้านตาด
         งานก่อสร้างภายในวัดแทบทุกอย่างท่านพระอาจารย์จะเป็นผู้นำภายลูกศิตษ์ลูกหาและญาติโยมทำกันเองภายในวัดแทบจะไม่ต้องจ้างช้างเลยด้วย ไม่ว่าจะเป็นกูฏิ ศาลาการเปลียนไม่หลังใหม่ ท่านก่อพาทำจนแล้วเสร็จ โยมไม่ได้เสียค่าแรงแม้แต่บาทเดียว เพราะบรรดาญาติโยมแถบนั้นแม้จะยากจนแต่ก็ได้สละแรงกายมาทำบุญกันแทบจะทั้งหมู่บ้านเลยทีเดียว
         ปี ๒๕๕๓ นี้เป็นดำริทีท่านพระอาจารย์จะสร้างพระประทานพรองค์ใหญ่ ขึ่น ชึ้งลองคิดดูก็แปลกดีที่ครูบาอาจารย์สายกรรมฐานหลายๆท่านได้สร้างพระใหญ่กันขึ่นในเวลาไร่เรียกันนี้ ไม่ว่าจะเป็น หลวงปู่บุญพิณ หลวงปู่วิไลย์  หลวงปู่คูณ วัดป่าภูทอง และอีกหลายท่านชึ่งก็นับเป็นโอกาศทีญาติโยมจะได้ร่วมบุญใหญ่นี้กับครูบาอาจารย์หล่ายๆท่าน ร่วมทั้งท่านพระอาจารย์สุบรรณ ด้วย กระผมจึงขอเชิญชวนศรัทธาญาติโยมทีอยู่ไกล้ไกลร่วมทำบุญสร้างพระประทานพรองค์ใหญ่กับพระอาจารย์ด้วยครับ ไม่มีเงินมีทองไม่ว่ากันมีเวลาเสียสละเวลาไปผสมปูนขนอิฐชวยก็ได้ มีเวลามากหน่อยก็อยู่ร่วมปฏิบัติธรรมทีวัดถ้ำผาเกิ้งเลยก็ได้ครับ
        ติดต่อทำบุญกับวัดโดยตรงเลยนะครับ

Thaza
11-25-2010, 07:59 PM
บรรยากาศการคำบุญก่อฐานพระประทานพรองค์ใหญ่ ทีวัดถ้ำผาเกิ้ง ของญาติโยมของวัดครับ แบบชาวบ้านๆครับ

bell
01-17-2011, 01:43 PM
ได้ไปกราบท่านอีกทีแล้วครับ ญาติโยมเยอะมากครับ ท่านเมตตาจารแผ่นเงินให้ด้วยครับ

Thaza
01-17-2011, 03:42 PM
ได้ไปกราบท่านอีกทีแล้วครับ ญาติโยมเยอะมากครับ ท่านเมตตาจารแผ่นเงินให้ด้วยครับ


คุณ bell พระอาจารย์จารยันต์อะไรให้ครับถ่ายรูปให้ดูหน่อยครับคุณ

bell
01-17-2011, 03:52 PM
ได้ไปกราบท่านอีกทีแล้วครับ ญาติโยมเยอะมากครับ ท่านเมตตาจารแผ่นเงินให้ด้วยครับ


คุณ bell พระอาจารย์จารยันต์อะไรให้ครับถ่ายรูปให้รูปหน่อยครับคุณ


ท่านอาจรย์จารแผ่นเงินให้ น่าจะเป็นยันต์ยอดพระกัณฐ์พระไตรปิฎกครับ มีสองแผ่นแบ่งกับเพื่อนคนละแผ่น

Thaza
01-17-2011, 04:16 PM
แผ่นยันจารย์ ยันต์เกราะเพชร พระอาจารย์สุบรรณ ท่านแจกปี ๒๕๕๐ ครับ

Thaza
01-17-2011, 04:21 PM
รูปหล่อ พระอาจารย์สุบรรณ รุ่นแรก เนื้อเงิน สร้างปี ๒๕๔๙ จำนวนสร้าง ๑๐ องค์

bell
01-17-2011, 04:25 PM
แผ่นยันจารย์ ยันต์เกราะเพชร พระอาจารย์สุบรรณ ท่านแจกปี ๒๕๕๐ ครับ


แผ่นนี้สุดยอดครับ ของท่านจารอยู่ตรงกระท่อมคุมงานสร้างพระใหญ่ครับ เวลากระทันหัน

Thaza
01-17-2011, 07:06 PM
คุณ bell ท่านพระอาจารย์นะจารยันต์หลายแบบครับ ทีเคยเห็นนะประมาณ 4 แบบครับ แต่มีแบบหนึ่งนะครับทีพี่ฤาษีอาน ศิษของท่านพระอาจารย์ เคยขอให้ท่านจารยันต์แบบที่ยิงไม่ออกนะครับ เลยอยากเห็นของคุณนะครับว่าเป็นยันต์อะไร

bell
01-18-2011, 08:09 AM
ถ้ามีโอกาสจะถ่ายภาพให้ชมนะครับ เพราะตอนนี้ยังไม่มีกล้อง แต่รูปหล่อสวยจริงๆ

Thaza
01-21-2011, 03:27 PM
เหรียญ พระอาจารย์สุบรรณ สิริธโร รุ่นสอง ครับ

belly
04-27-2011, 09:16 PM
องค์นี้เป็นรุ่นไหนครับ

http://image.ohozaa.com/i/e49/7hps1.jpg (http://image.ohozaa.com/show.php?id=039cbc99588ba86f1300e19f65c0c63c)

belly
04-27-2011, 09:17 PM
http://image.ohozaa.com/i/2b0/8yga2.jpg (http://image.ohozaa.com/show.php?id=51a0cd8526c61bb00298bb84164b7092)

belly
04-27-2011, 09:17 PM
http://image.ohozaa.com/i/e42/89xp3.jpg (http://image.ohozaa.com/show.php?id=ee4beada03e2620685583426aaecbb45)

นครเชียง
04-27-2011, 09:53 PM
กราบพระอาจารย์คับ ทำยังไงถึงจะได้ไปกราบจิงๆคับ
อยากได้มงคลระลึกบ้างทำยังไงคับ สายตรงมีพอแบ่งไหมคับ

Thaza
04-28-2011, 05:20 AM
องค์นี้เป็นรุ่นไหนครับ

http://image.ohozaa.com/i/e49/7hps1.jpg (http://image.ohozaa.com/show.php?id=039cbc99588ba86f1300e19f65c0c63c)


องค์นี้ รุ่นสาม อธิฐานจิตไตรมาส ปี ๒๕๕๓ ครับ ออกแจกกฐิณปี ๕๓

Thaza
04-28-2011, 06:52 AM
กราบพระอาจารย์คับ ทำยังไงถึงจะได้ไปกราบจิงๆคับ
อยากได้มงคลระลึกบ้างทำยังไงคับ สายตรงมีพอแบ่งไหมคับ


ผมว่ารองติดต่อทีวัดดูครับ ตามนี้ครับ

ข่าวสารบอกบุญ


แก้ไขล่าสุด (วันพุธที่ 09 มีนาคม 2011 เวลา 10:52 น.) เขียนโดย Administrator วันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2010 เวลา 13:39 น.

ขณะนี้ทางวัดถ้ำผาเกิ้ง กำลังสร้างพระประธานหน้าตัก

กว้าง ๑๙ เมตร ๙ นิ้ว ๙ เซนติเมตร

และกำลังหาช่างผู้ที่มาทำการก่อสร้างองค์พระประธาน

ทางวัดจึงขอเชิญช่างที่มีประสบการณ์ในการก่อสร้าง

พระประธานองค์ใหญ่เข้ามาประมูลการก่อสร้าง

ติดต่อพระอาจารย์ แล็บ ๐๘๔- ๗๘๘๐๓๘๐

.........................................................

belly
04-28-2011, 01:25 PM
องค์นี้ รุ่นสาม อธิฐานจิตไตรมาส ปี ๒๕๕๓ ครับ ออกแจกกฐิณปี ๕๓
[/quote]

ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ

Thaza
04-28-2011, 02:13 PM
ประวัติ
พระอาจารย์สุบรรณ์ สิริธโร
ชาติภูมิ
พระอาจารย์สุบรรณ์ สิริธโร ภูมิลำเนาเดิมอยู่ ณ บ้านหนองหญ้าข้าวนก (บ้านเลขที่ ๑๙)ตำบลหนองแวง อำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น เป็นบุตรของคุณแม่จันทร์ ดอกพรม และคุณพ่อบัว ดอกพรม
คุณแม่จันทร์ ดอกพรม (มารดา) มีบิดาชื่อหลวงปู่แหล่ (มรณภาพแล้ว) และคุณยายบู่ คำสอนทา

คุณแม่จันทร์ มีพี่น้องรวม ๖ คน
คนที่ ๑ แม่จันทร์ คำสอนทา
คนที่ ๒ พ่อเคน คำสอนทา
คนที่ ๓ พ่อเจน คำสอนทา
คนที่ ๔ แม่จีน คำสอนทา
คนที่ ๕ นายหนูยง คำสอนทา
คนที่ ๖ อาจารย์ชมพู คำสอนทา
คุณแม่จันทร์ ดอกพรม มีบุตรทั้งหมด ๕ คน เป็นหญิง ๓ คน เป็นชาย ๒ คน
คนที่ ๑ นางบุปผา มูลทิพย์
คนที่ ๒ พระอาจารย์สุบรรณ์ สิริธโร
คนที่ ๓ นายไพบูรณ์ ดอกพรม
คนที่ ๔ นางอุบล สิทธิวงศ์
คนที่ ๕ นางสาวจงกล ดอกพรม

คุณแม่จันทร์ เล่าให้ฟังว่า เมื่อเริ่มตั้งท้อง (ด.ช.สุบรรณ์) ได้ประมาณ ๓ เดือน “ท่านฝันว่าได้รับสร้อยคอทองคำเส้นใหญ่ขนาดสายโซ่ ตอนแรกที่ได้ทองคำสายโซ่มานั้น เนื้อทองคำยังดูไม่สดใสเท่าไหร่ แต่ต่อมาอีกระยะหนึ่งทองคำสายโซ่นั้นก็เป็นทองเหลืองอร่ามงามตาสวยสดงดงาม มีญาติและชาวบ้านหลั่งไหลมาดูไม่ขาดสายเป็นที่ตื่นตาตื่นใจแก่ชาวบ้านเป็นอย่างมาก” เมื่อเด็กชายสุบรรณ์อายุได้ครบ ๓ ปี แต่ก็ยังเดินไม่ได้ สร้างความวิตกให้แก่ผู้เป็นมารดาเป็นอย่างมาก จนกระทั่งวันหนึ่งมีหมอยาโบราณเดินทางมาจากอำเภอสว่างแดนดิน เพื่อมารักษาให้เด็กชายสุบรรณ์ โดยบอกให้คุณแม่จันทร์เอาน้ำตาลอ้อยกับถั่วเขียวต้มใส่หม้อดินเคี่ยวให้เหลือ ๑ ขวด แล้วนำไปให้เด็กชายสุบรรณ์กิน เด็กชายสุบรรณ์กินได้ ๓ วันก็เริ่มเดินได้ และก็เดินเป็นปกติเหมือนเด็กทั้งหลายตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
เด็กชายสุบรรณ์ เป็นเด็กมีความขยัน อดทน ช่วยงานการต่าง ๆ ของบิดา มารดา ไม่ว่าจะเป็นการทำไร่ ไถนา ช่วยเลี้ยงวัว เลี้ยงควาย เป็นผู้มีความกตัญญูและ
มีเมตตาต่อผู้อื่น ครั้งเมื่ออายุได้ ๑๙ ปี มารดาจึงส่งให้ไปเรียนเป็นช่างกลึง ที่อำเภอกุมภวาปี จนกระทั่งอายุครบอุปสมบท จึงได้ทำการอุปสมบท ณ วัดศรีจันทร์
อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๘
มีพระเทพบัณฑิต เป็นพระอุปัชฌาย์

belly
04-29-2011, 12:33 AM
มีีภาคต่อบ่น้อ [xitdkLq] [xitdkLq]

Thaza
04-29-2011, 06:42 AM
พรรษาที่ ๑ ( พ.ศ. ๒๕๒๘ ) จิตสงบ
ครั้นเมื่อบวชแล้วได้ไปจำวัด ที่วัดป่าบ้านสำโรง บ้านสำโรง อำเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น โดยมีหลวงปู่แหล่ที่เป็นพ่อใหญ่ ( ตา )เป็นผู้ดูแล ตอนแรกตั้งใจจะบวชเจ็ดวัน พอถึงวันที่เจ็ดตอนนั้นประมาณสองทุ่มหลวงปู่ท่านก็มาถามเกี่ยวกับสุขภาพของพระอาจารย์สุบรรณ์เพราะว่าท่านเป็นโรคกระเพาะมาตั้งแต่เป็นฆราวาสและบอกให้ลองนั่งสมาธิโดยดูลมหายใจเข้าออกกำหนดพุทโธ และหลวงปู่กำชับไว้ว่า “ถ้ามันปวดขาอย่าออกจากสมาธิเดี๋ยวมันจะเป็นบ้า” พระอาจารย์สุบรรณ์ก็นึกในใจว่าน่าจะลองนั่งดูเผื่อจะหายจากโรคกระเพาะก็เลยลองนั่งสมาธิกำหนดพุทโธ ระหว่างนั่งไปได้พักใหญ่ก็มีอาการปวดตามขาขึ้นมาเรื่อยๆ ปวดจนขาสั่น ปวดจนทนไม่ไหว คิดว่าจะลุกออกจากสมาธิ แต่ด้วยความที่กลัวหลวงปู่สั่งไว้ว่าถ้ามันปวดอย่าออกจากสมาธิ เดี๋ยวมันจะเป็นบ้าด้วยความกลัวจะเป็นบ้าเลยไม่กล้าลุกออก แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรก็เลยเอาคำภาวนาพุทโธสู้กับความเจ็บปวด เอาพุทโธ อย่างเดียว แต่ความทุกข์จากความเจ็บปวดในร่างกายนั้นมันรุนแรงมากจนจิตไม่มีที่จะอยู่ ทุกๆอณูในร่างกายมันทุกข์จนร้อนระอุอยู่ภายใน มีอาการจุกแน่นถึงหน้าอก พระอาจารย์สุบรรณ์เล่าว่ามันร้อนเสียจนจิตมันวิ่งหาที่อยู่เหมือนกับลิงที่วิ่งบนถ่านไฟแดงๆ กระเสือก-กระสนดิ้นรน ขณะที่กายกำลังมีความทุกข์อย่างแสนสาหัสนั้น ปรากฏว่าจิตมาอยู่กับพุทโธแนบกันสนิทลอยเด่นอยู่ต่างหากเหนือร่างกาย “เกิดนิมิตว่ามีควันเกิดขึ้นทุกรูขุมขนทั่วร่างกาย ในขณะที่เกิดนิมิตนั้นจิตมิได้แสดงอาการสะดุ้งกลัวสักนิด ในนิมิตนั้นควันที่ออกจากร่างกายก็เกิดขึ้นอย่างหนาแน่น สักพักก็เกิดเป็นไฟลุกไหม้ท่วมร่างกาย โดยที่จิตผู้รู้อยู่สูงกว่านั้นหันมามองร่างกายที่กำลังไหม้อยู่นั้นจนกระทั้งร่างกายเหลืออยู่แต่โครงกระดูก เห็นหัวกะโหลก กระดูกส่วนต่างๆของร่างกาย มีลักษณะเป็นถ่านแดง จากนั้นกระดูกส่วนต่างๆก็ค่อยๆร่วงลงมากอง
ที่พื้น กองกระดูกค่อยๆจางหายๆจนไม่เหลืออะไร โล่งว่าง โดยที่ขณะเกิดนิมิตนั้นจิตผู้รู้สว่างไสว ลอยเด่นอยู่ไม่มีความรู้สึกนึกคิดมีแต่รู้อย่างเดียว”
หลังจากนั้นก็อยู่ในฌานสมาธิ มารู้สึกตัวอีกครั้งตอนใกล้สว่าง หลังจากเกิดจิตรวมครั้งนั้น ทำให้พระอาจารย์สุบรรณ์มีความรู้สึกว่าจิตมีความปิติอยู่ถึงเจ็ดวันเต็ม ทำให้ความคิดที่จะสึกจากเพศบรรพชิตนั้นล้มเลิกไป เนื่องจากมีความมั่นใจว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไว้นั้นน่าจะเป็นความจริง และพระพุทธเจ้าน่าจะมีจริง ในพรรษานั้นพระอาจารย์สุบรรณ์พยายามนั่งสมาธิให้จิตสงบดังที่เคยเป็นแต่ไม่เคยสงบลงเช่นครั้งนั้นอีกเลย
หลังจากออกพรรษา ได้เดินทางไปวัดถ้ำผาปู่ จังหวัดเลย ไปเผาศพหลวงปู่คำดี ปภาโส หลังจากนั้นก็เลยไปธุดงค์ทางภาคเหนือ และปีนั้นหลวงปู่แหวนมรณภาพพอดีก็ได้ไปกราบศพท่าน จากนั้นก็กลับคืนมายังวัดป่าบ้านสำโรงพร้อมหลวงปู่ แต่ในใจลึกๆของพระอาจารย์ยังคำนึงถึงการเดินธุดงค์เพราะต้องการทำให้จิตสงบดังที่เคยสัมผัสแล้ว

Thaza
04-29-2011, 07:31 AM
พรรษาที่ ๒ ( พ.ศ. ๒๕๒๙) ออกธุดงค์ตามหาพุทโธ
หลังจากออกพรรษาพระอาจารย์สุบรรณ์ออกธุดงค์อย่างเด็ดเดี่ยวเพราะอยากจิตสงบนั้นเอง โดยการเดินธุดงค์ครั้งนี้ก็มาทางภาคเหนือ แถบ ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ เชียงดาว โดยการธุดงค์ครั้งนี้ได้นำคติธรรมของหลวงปู่คำดี ปภาโส มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติคือ การเอาสติอย่างเดียว จิตจะสงบหรือไม่ก็ช่าง การธุดงค์ก็เดินไปตามป่าเขาไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พักทำสมาธิภาวนา หายเหนื่อยก็เดินต่อ พอเห็นหมู่บ้านชาวเขา ชาวม้ง ก็ปักกลดพักพอจะได้บิณฑบาตตอนเช้า ในระหว่างเดินธุดงค์ในครั้งนี้นั้นเมื่อไปถึงเขตที่มีครูบาอาจารย์พอที่จะปรึกษาและขอคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติพระอาจารย์สุบรรณ์จะเข้าไปกราบและขอคำแนะนำอยู่เสมอและจะพักอยู่ด้วยที่ละเจ็ดวันบ้างสิบห้าวันบ้าง ครูบาอาจารย์ที่ได้ไปกราบขอคำแนะนำก็มีอยู่หลายองค์ เช่น หลวงปู่บุญจันทร์ จันทวโร วัดถ้ำผาผึ้ง จังหวัดเชียงใหม่, หลวงปู่สิม พุทธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง จังหวัดเชียงใหม่, หลวงปู่ขาน ฐานวโร วัดบ้านเหล่า จังหวัดเชียงราย พอถึงเวลาใกล้จะเข้าพรรษาพระอาจารย์สุบรรณ์ก็เดินธุดงค์ลงมาทางอีสานเพื่อจำพรรษาที่วัดป่าบ้านสำโรงเพื่ออุปัฏฐากครูบาอาจารย์

Thaza
04-30-2011, 01:38 PM
พรรษาที่ ๓ ( พ.ศ. ๒๕๓๐) ตั้งสัจจอธิฐาน
หลังจากออกพรรษาพระอาจารย์สุบรรณ์ธุดงค์มาถึงถ้ำช้างเผือก อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เห็นว่าเป็นสถานที่เหมาะแก่การบำเพ็ญเพราะมีถ้ำเล็กๆ น่าจะทำให้ภาวนาได้ดี เพราะอยากให้จิตสงบ กรอปกับต้องคอยระวังตัวอยู่เสมอเพราะในถ้ำนั้นเป็นถ้ำลึก ในถ้ำมีงูเยอะโดยเฉพาะงูจงอาง ทำให้ต้องมีสติตลอดเวลา พระอาจารย์สุบรรณ์ท่านเล่าว่ารู้สึกกลัวเหมือนกันแต่ความอยากจะเห็นจิตสงบจึงลงไปอยู่แล้วภาวนาพุทโธอย่างเดียว และในที่แห่งนี้พระอาจารย์สุบรรณ์ได้เสี่ยงตั้งจิตอธิฐานว่าถ้าหากมีวาสนาบารมีที่จะได้บวชในพระศาสนาต่อไปขอให้มีนิมิตที่ดีให้เห็นและหากต้องสึกไปครองเพศฆราวาสก็ให้มีนิมิตร้ายให้เห็นเช่นกันภายในสามวันนับจากตั้งจิตอธิฐาน หลังจากนั้นพระอาจารย์สุบรรณ์ก็กำหนดสติภาวนาพุทโธต่อไปโดยมิได้กังวลอะไร

วันที่หนึ่ง นิมิตได้พระธาตุ (ฟัน) หลวงปู่แหวน สุจินโณ
พระอาจารย์สุบรรณ์เล่าว่าพอกำหนดพุทโธลงที่จิตสักครู่ ปรากฏว่า จิตพุ่งไปยังสถานที่กำลังเผาศพ
หลวงปู่แหวน ในสถานที่นั้นมีผู้คนมากมาย ท่านก็เดินฝ่าเข้าไปผู้คนก็แหวกทางออกให้ท่านผ่านไป เดินไปเห็นทหารยืนกั้นมิให้ผู้คนผ่านเข้าไปในบริเวณกองฟอนที่เผาศพหลวงปู่แหวน แต่พอท่านมาถึงทหารเหล่านั้นก็ปล่อยให้ท่านผ่านเข้าไป ท่านเดินไปถึงกองฟอนเผาศพหลวงปู่-แหวนแล้วท่านก็ยื่นมือขวาออกมาแล้วแบมือปรากฏว่า ฟันของหลวงปู่แหวนมีลักษณะสีเขียวมรกตลอยพุ่งมายังมือที่ท่านแบอยู่รู้สึกเย็นเหมือนน้ำแข็งแล้วท่านก็กำไว้จากนั้นก็รู้สึกว่า จิตท่านพุ่งกลับมายังถ้ำที่ท่านภาวนาอยู่ ความรู้สึกในตอนนั้นท่านรู้สึกดีใจมากที่ได้พระธาตุของหลวงปู่แหวน พอรู้สึกตัวท่านแบมือออกปรากฏว่าไม่มีอะไรในมือท่าน แต่ท่านมิได้กังวลอะไรยังคงดำเนินกิจของท่านต่อไป

วันที่สอง นิมิตได้กราบหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
วันที่สองท่านภาวนาจนจิตวูบลง พบว่าตัวเองไปอยู่ที่แห่งหนึ่งกำลังกวาดตาดอยู่ บริเวณนั้นมีศาลาอยู่กลางทุ่ง พระอาจารย์ก็ได้กวาดตาดไปเรื่อยจนพบพระภิกษุรูปหนึ่งกำลังกวาดตาดอยู่เช่นกัน จึงได้เงยหน้ามองว่าเป็นใคร ปรากฏว่าเป็นหลวงปู่มั่น เลยวางตาดลงแล้วกราบหลวงปู่-มั่น หลวงปู่มั่นยิ้มให้ท่าน พระอาจารย์สุบรรณ์รู้สึกดีใจอย่างมากที่ได้พบหลวงปู่มั่น จากนั้นจิตก็แวบกลับมาและรู้สึกตัว

วันที่สาม พระประธานยิ้มให้
วันที่สามนั้นท่านภาวนาอยู่ในถ้ำแต่รู้สึกร้อนและหงุดหงิดอย่างมากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนทำอย่างก็ไม่หายเดินจงกรมก็แล้ว นั่งภาวนาก็แล้ว พิจารณาอะไรก็แล้ว จึงได้ขึ้นจากถ้ำ ขึ้นมาก็ไม่รู้จะไปไหน พระอาจารย์สุบรรณ์จึงได้เดินขึ้นไปยังถ้ำใหญ่ที่มีพระประธานอยู่เพื่อที่จะกราบพระประธาน พอกราบพระครั้งแรกแล้วมองไปที่พระประธานปรากฏว่าเห็นพระประธานยิ้มให้ท่าน กราบครั้งที่สองมองไปอีกก็ยังยิ้มให้อีก พระอาจารย์ตกใจ
อย่างมากเพราะการยิ้มของพระประธานในที่นั้นเป็นการยิ้มที่ไม่เหมือนพระพุทธรูปทั่วไป เปรียบได้ว่าถ้าเป็นมนุษย์ยิ้มคงเห็นฟันชัดเจน รู้สึกผิดแปลกอย่างมาก คิดว่าตัวเองน่าจะบ้าไปแล้ว ก็เลยลองหยิกตัวเองก็ยังรู้สึกเจ็บ ก็เลยพยายามหาเหตุหาผลว่าเพราะอะไรพระพุทธรูปจึงยิ้มให้ท่านเช่นนี้แต่ก็ยังหาเหตุผลไม่ได้ ก็เลยลงมาที่ถ้ำ
นั่งหาเหตุผลแต่ก็ยังไม่รู้ว่าเกิดจากเหตุอันใด จึงปล่อยผ่านไป จนถึงเวลาทำวัตรสวดมนต์ขณะที่จุดเทียนธูปก็เลยนึกถึงการตั้งสัจจอธิฐานเมื่อสามวันที่ผ่านมา และได้พิจารณาถึงนิมิตที่เกิดขึ้นทั้งสามวันทำให้จิตรู้สึกปลอด-โปร่งว่าเป็นนิมิตที่ดีว่าจะได้บวชในพระพุทธศาสนาต่อไป พระอาจารย์สุบรรณ์เลยจะตั้งสัจจอธิฐานต่อไปว่าจะบวชตลอดชีวิต เพื่อดำรงพระพุทธศาสนาไว้ให้อนุชนรุ่นหลังต่อไป แต่ขณะที่กำลังตั้งสัจจอธิฐานจะบวชตลอดชีวิต ปรากฏว่ามีลมพัดวูบเข้าและมีเสียงมาทักไม่ให้ตั้งสัจจะดังกล่าว แต่พระอาจารย์สุบรรณ์ท่านไม่ได้กลับความตั้งใจและยืนยันจะบวชไม่สึก พระอาจารย์สุบรรณ์เล่าว่าเวลาเกิดความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า และเจอทุกข์ในขณะเดินธุดงค์เมื่อนึกถึง สัจจอธิฐานของตนเองก็ทำให้มีกำลังใจขึ้นมาไม่ท้อแท้

Thaza
04-30-2011, 01:40 PM
พรรษาที่ ๔ ( พ.ศ. ๒๕๓๑ )รู้ทางเดินที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้
ในพรรษานี้พระอาจารย์สุบรรณ์ได้เดินธุดงค์ไปแถบภูหินร่องกล้า และได้พบสถานที่เหมาะแก่การบำเพ็ญภาวนาเป็นวัดร้างแห่งหนึ่งซึ่งเป็นสถานที่ของครูบา-อาจารย์รุ่นก่อนได้เคยมาบำเพ็ญและได้จำพรรษาที่วัดร้างแห่งนี้ พระอาจารย์สุบรรณ์ตั้งใจว่าจะบำเพ็ญภาวนาให้เต็มที่เพราะสถานที่เหมาะสมมาก

ผจญผีม้ง
ในช่วงแรกที่มาพักอยู่นั้นได้ผจญกับ “ผีม้ง” แทบทุกคืน จนไม่ได้หลับนอนพักผ่อน พระอาจารย์เล่าว่าพอพลบค่ำในช่วงจะทำวัตรสวดมนต์นั้นจะมีเสียงคล้ายชาวม้งเดินขึ้นมาบนกุฏิพร้อมกับพูดคุยสนทนาเป็นภาษาม้งให้ได้ยินชัดเจน ผลัดกันขึ้นมาที่ละกลุ่มหมุนเวียนกันไป พอพระอาจารย์เปิดประตูมาดูปรากฏว่าเสียงนั้นเงียบหายและไม่เห็นว่ามีคนอยู่เลยเป็นอย่างนี้ทุกวัน ท่านบอกว่าช่วงแรกรู้สึกกลัวจนไม่ได้พักผ่อนทำให้ร่างกายขาวซีดเพราะอดนอน ต่อมาท่านได้พิจารณาและตั้งสติให้ดีไม่สนใจกับเสียงเหล่านั้นและไม่ออกไปดูนานๆเข้าปรากฏว่าเสียงพูดคุยนั้นค่อยเงียบหายไปนานๆครั้งจะมาให้ได้ยินสักครั้งหนึ่งและสุดท้ายก็เงียบหายไปเฉยๆ

เสือมานั่งดูเดินจงกลม
คืนหนึ่งในช่วงหัวค่ำเป็นคืนที่มีฝนตกพรำๆ พระอาจารย์สุบรรณ์ท่านกำลังทำความเพียรเดินจงกลมอยู่ แต่วันนี้ผิดปกติกว่าทุกวันเพราะท่านสังเกตเห็นว่าบรรดาสัตว์น้อยใหญ่ที่เคยมาหากินเป็นประจำก็ไม่มา แมวที่เคยวิ่งไล่กัดกันก็หายไปในกุฏิ เสียงแมลงต่างๆที่เคยส่งเสียงกลับเงียบสนิท ในจิตของพระอาจารย์พอที่จะรับรู้ว่าต้องมีสิ่งที่เป็นที่น่ากลัวของสัตว์เหล่านี้กำลังจะมา กอปรกับได้เคยมีชาวบ้านในแถบนั้นเคยมาเตือนเรื่องเสือที่เข้ามากินวัวของชาวบ้านแต่พระอาจารย์สุบรรณ์ก็มิได้กังวลอะไรมากและท่านก็เดินจงกลมต่อไป
เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่งพระอาจารย์สุบรรณ์ก็เริ่มได้กลิ่นสาปสางของเสือ ท่านว่ามันรุนแรงจนแทบจะอาเจียนออกมา แต่ท่านก็ยังคงกำหนดจิตเดินจงกลมต่อไป แต่ในจิตกำลังพิจารณาว่า ถ้าเป็นเสือมาจะทำอย่างไร
เจ้าตัวกิเลสในใจ (ความกลัวตาย) บอกให้ถ้าเสือมาให้วิ่งขึ้นกุฏิ แต่สติสัมปชัญญะบอกว่าจะหนีได้อย่างไรเราเป็นพระกรรมฐานถ้าหนีก็น่าอายเทวดาที่กำลังอนุโมทนาอยู่ สติปัญญากับกิเลสภายในใจขณะนั้นกำลังถกเถียงกันอย่างรุนแรง พอท่านเดินสุดทางจงกลมและหันกลับมาสิ่งที่ท่านคิดไว้ก็เป็นจริง ปรากฏว่าเสือตัวขนาดใหญ่นั่งสูงท่วมหัวท่านอยู่อีกด้านหนึ่งของปลายทางจงกลม ท่านเล่าว่า
“ท่านเกิดความกลัวสุดขีดในขณะนั้นจนแทบจะสลบ แต่อาศัยที่เคยฝึกสติมาจนชำนาญเลยตั้งสติได้และท่านยังคงเดินจงกลมเข้าหาเสือที่นั่งอยู่แต่รู้สึกถึงความเบาของร่างกายในขณะนั้นและยิ่งเบาขึ้นเรื่อยๆเมื่อเดินเข้าใกล้เสือ ท่านเล่าว่ามีความกลัวอย่างมากมายแต่ท่านก็ยังเดินเข้ามาหาเสือจนสุดปลายทางจงกลม ท่านประมาณได้ว่าเสือนั่งห่างจากท่านประมาณวาเดียวเท่านั้น และท่านได้
หันหลังกลับเพื่อเดินต่อแต่ภายในจิตของพระอาจารย์สุบรรณ์นั้นกำลังมีการต่อสู้กันอย่างสุดขีดระหว่างสติปัญญากับกิเลส(ความกลัวตาย) มีการถกเถียงกันอย่างรุนแรง กิเลสมันบอกให้หนีไป แต่สติปัญญาบอกว่าถ้าจะตายเพราะการบำเพ็ญความเพียรอยู่ก็ให้มันตายไป
เจ้าตัวกิเลสมันยังมีเล่ห์กลมาหลอกล่ออีกว่า ถ้าไม่หนีจะต้องโดนเสือกิน แต่ตัวสติสัมปชัญญะของท่านพระอาจารย์สุบรรณ์ยังมั่นคงเดินจนสุดปลายทางจงกลม และหันกลับมาเผชิญหน้ากลับเสืออีกครั้ง ท่านบอกว่าใช้สติคุมใจไว้อย่างเดียวและเป็นการมีสติที่มั่นคงที่สุดในชีวิตอย่างไม่เคยมีมาก่อน ท่านเดินจนสุดทางจงกลม แล้วจะต้องหันหลังให้เสืออีกครั้งเมื่อเดินมาถึงกลางทางจงกลม เจ้ากิเลสภายในจิตใจมันยังไม่ยอมแพ้ มันบอกว่าให้หนีขึ้นกุฏิไปซะถ้าไม่ไปจะต้องโดนเสือกัดตายนะ เพราะมันรู้ว่ามนุษย์นั้นกลัวความตายเป็นที่สุด แต่ตัวสติปัญญาที่ผ่านการอบรมมาอย่างดีแล้วนั้น บอกกับมันว่า ตายก็ให้มันตายไปเพราะตายมาหลายภพหลายชาติแล้ว ถ้าเคยมีเวรกรรมต่อกันก็ให้เสือมันกินเพื่อชดใช้กรรมที่เคยมีต่อกัน และท่านก็ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวเด็ดขาดว่าไม่หนี พอตัดสินใจได้เช่นนั้นปรากฏว่า กิเลสมันกระเด็นขาดออกไปจากใจท่าน พอกิเลสมันกระเด็นขาดออกไปปรากฏว่า จิตท่านรวมลง “จิตรวมใหญ่” มีแต่ความสว่างไสวของจิตเท่านั้นไม่มีสิ่งใดเข้ามาให้ท่านรับรู้อีกเลยในขณะนั้น”
ท่านเล่าว่าที่จำได้ในขณะที่เจอเสือนั้นเป็นเวลาประมาณสามทุ่มได้และท่านมารู้สึกตัวอีกที่ประมาณตีสามเห็นจะได้ พอรู้สึกตัวขึ้นมาก็เห็นตัวเองยืนอยู่ที่เดิม และตั้งสติมองหาเสือก็ไม่เห็นเสือเสียแล้ว เดินไปที่มันนั่งอยู่ปรากฏไว้แต่รอยเท่านั้น และท่านยังเดินไปตามหามันอีกก็เห็นแต่รอยของมันเท่านั้น
หลังจากนั้นท่านกลับมาจากการเดินตามหาเสือแล้วท่านก็กลับมานั่งภาวนาปรากฏว่าจิตท่านรวมลงอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดกว่าที่เคยเป็นมาคือไม่เป็นแบบ
อุคนิมิต ปฏิภาคนิมิต ปฏิภาณนิมิตเหมือนสมัยบวชใหม่ๆ ซึ่งตอนนั้นเป็นแบบฌานสมาธิ แต่คราวนี้เป็นแบบความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวมีสติสัมปชัญญะตลอด สติมั่นคงมากจิตสงบลงอย่างรวดเร็วแต่สติตามรู้ทันตลอด กิเลสในใจตัวไหนขาดสะบั้นรู้ทันหมด มีความละเอียดเท่าไรก็รู้ ตัวที่มากั้นตัวสุดท้ายคือ “กังขาวิตรณวิสุทธิ” ขาดสะบั้นลงทำให้จิตรู้เหตุรู้ปัจจัยของขันธ์ ปฏิจจสมุทบาทเกิดขึ้นรู้จักการเดินทางของพระพุทธเจ้าที่ท่านเข้ามารู้ธรรมชาติที่มีอยู่และจิตเข้าไปยึดและหลงอยู่ ทำให้หมดความสงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้านับแต่นั้นมา

Thaza
08-11-2011, 05:42 PM
พรรษาที่ ๕-๖ (พ.ศ. ๒๕๓๒ -๒๕๓๓)
จำพรรษาวัดป่าบ้านหนองหญ้าข้าวนก
อำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น

พรรษาที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๓๔ )
จำพรรษาวัดป่าภูเม็ง อำเภอเมือง
จังหวัดขอนแก่น

พรรษาที่ ๘ (พ.ศ. ๒๕๓๕)
จำพรรษาวัดญาณสัมปันโน
อำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี


พรรษาที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๓๖)
จำพรรษาวัดป่าแสงธรรมจักร
อำเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น

พรรษาที่ ๑O – พรรษาที่ ๒๓ (ปัจจุบัน)
( พ.ศ. ๒๕๓๗ -๒๕๕O)
จำพรรษาวัดถ้ำผาเกิ้ง อำเภอเวียงเก่า
จังหวัดขอนแก่น

ทุกปีในช่วงออกพรรษาของแต่ละแห่งนั้น
พระอาจารย์สุบรรณ์ยังคงออกธุดงค์ในสถานที่ต่างๆ มิได้ขาด ตามแต่โอกาสบางปีก็พาญาติโยมไปธุดงค์เพื่อฝึกหัดบำเพ็ญภาวนาเป็นการหล่อหลอมจิตใจโดยใช้ป่าเป็นแหล่งฝึกฝน

Thaza
08-11-2011, 06:14 PM
วันนี้ขอเอาธรรมมะของ พระอาจารย์สุบรรณ์ มาเผยแพร่ ตอนรับวันแม่นะครับ

ดีที่สุด



เรื่อง น้อมเข้าหาผู้รู้

เทศน์อบรมพระ ในโอกาสไปบำเพ็ญในป่าลึก
เมื่อวันที่ ๕-๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒


พระลูกศิษย์ : ถามพระอาจารย์สุบรรณ์ <เสียงไม่ชัดเจน>



พระอาจารย์สุบรรณ์ : ถ้าเราไม่ฝึกให้มันเป็น “ภาวิตายะ พะหุลีกะตายะ”ไม่ทำให้มากเจริญให้มากก็ไม่ชัดเจน มันก็หลงได้อยู่เหมือนกันนะในช่วงนี้ไม่ใช่ไม่หลง ถ้าจิตเราอ่อนเราประมาท ก็หลงไปชั่วระยะ ทำให้เนินช้าไป อย่างที่หลวงปู่มั่นท่านว่า “ถ้าอยู่กับคนหมู่มาก ไม่ได้ทำความเพียรให้สม่ำเสมอมันก็ลำบาก” หมายถึงลำบากในธาตุ ในขันธ์ เป็นภาระหนักเหมือนกันแต่ถ้าเข้าไปถึงแล้ว มันก็จะเป็นไปเองของมันดอก แต่ว่าตรงนี้กำลังมันต้องพร้อมกันหมดทุกส่วน แต่ถ้ากำลังไม่พร้อมขาดส่วนใดส่วนหนึ่ง สมมติว่า ขาดสติ สติอ่อนมันก็เป็นนิมิต มันลากไปเลยถ้าสติแก่กล้า มันจะเกิดดับ เป็นอนัตตา สติแก่กล้าเท่าไหร่ยิ่งดีเป็นอนัตตาไป ถ้าหากสติสัมปชัญญะแก่กล้า มันจะไหลไปสู่ธัมมวิจยะได้รวดเร็วเข้าสู่มรรคได้ง่าย




พระลูกศิษย์ : อย่างของกระผมนี่ มันจะเรียกว่าอะไร จิตผู้รู้ก็รู้อยู่เห็นเค้าอยู่ใกล้ๆ แต่เวลาจะศึกษา เช่นศึกษาว่าความเป็นไตรลักษณ์ของเค้าก็เห็นเค้าเป็นทุกข์บ้าง เป็นอนัตตาบ้าง




พระอาจารย์สุบรรณ์ : มันไม่ได้ศึกษาหรอก ญาพ่อ (หลวงพ่อ) อันนั้นมันไกลออกไปแล้ว เพียงแต่ญาพ่อ น้อมเข้าหาผู้รู้เท่านั้นเองอันนั้นมันจะเดินไปเองโดยหลักธรรมชาติของมัน เราจะไปศึกษา เราจะไปไล่จับเค้านั้นมันไม่ทันเค้าหรอก จะไปศึกษาอะไรเพราะมันไม่ได้ศึกษา เพียงแต่เราน้อมเข้าหาผู้รู้ให้เด่นเท่านั้น อันนั้นมันจะพัฒนาการไปเอง ถ้าผู้รู้มันเด่น สติสัมปชัญญะมันแก่กล้าขึ้นไปเรื่อย ธัมมะวิฉัยยะมันก็เกิดความใคร่ครวญมันก็อยู่ด้วยกันเองตามหลักธรรมชาติ ถ้าเราจะไปวิ่งหาเค้านั้นมันไม่ทันเค้าหรอก มันจะไปทันได้อย่างไรเหมือนบุรุษโง่เอาตาข่ายไปไล่ดักลม อันลมนั้นใครว่ามันจะติดตาข่าย




พระลูกศิษย์ : เอาง่ายๆอย่างนี้เองดอกหรือครับ เพียงแต่ดูเค้า




พระอาจารย์สุบรรณ์ : มันไม่ได้ง่ายๆหรอกนะ <หัวเราะ> มันไม่ได้ไปดูเค้าหรอกจิตทุกดวงนั้น กระแสของจิตหรือเจตสิกนั้นมันออกจากผู้รู้ แต่ถ้ากระแสมันออกมาแล้วเราจะไปวิ่งตามเค้ามันไม่ทัน แต่ถ้าเราน้อมเข้ามานิ่งด้วยความมีสติสัมปชัญญะอยู่ รู้รอบตัว นอกนั้นมันจะรู้ของมันเอง โดยหลักธรรมชาติถ้าเราวิ่งออกไปอย่างนั้นมันก็เหนื่อยไม่ทันเค้าหรอก วิ่งไปเท่าไหร่ยิ่งเหนื่อยเป็นภพเป็นชาติไปเรื่อย น้อมเข้ามาหาผู้รู้สิ่งที่กระแสส่งออกไปเป็นรูปเป็นเสียงอันนั้นมันไกลไปเสียแล้วมันหยาบแล้ว แม้เป็นอยู่ข้างในก็ตามมันหยาบแล้วสำหรับการปฏิบัตินิ่งเข้าไปหาผู้รู้อย่างเดียว แล้วเค้าจะพัฒนาการโดยหลักธรรมชาติของเค้า เพราะว่ากำลังตัวนี้เมื่อพลังมันมีนั้นธาตุมันก็เดินถ้าเมื่อเราส่งพลังจิตไปสู่อารมณ์นั้น แม้แต่อารมณ์ละเอียดก็ตาม มันเป็นสมุทัยทำให้ธาตุไม่ละเอียด คือ กายในกายไม่ละเอียด เมื่อไม่ละเอียดจิตของเราก็เหนื่อยล้าหยาบไปด้วย เมื่อเราน้อมจิตเข้าหาผู้รู้มีสติสัมปชัญญะอยู่รู้รอบ นิ่งอยู่ ดูอาการของกาย อาการของขันธ์มันจะพัฒนาการด้วยหลักธรรมชาติ มันไม่มีอะไรที่จะหลีกหนีผู้รู้ไปได้หรอกผู้รู้มันรวดเร็วที่สุด




พระลูกศิษย์ : ตรงจุดนี้เราจะเอาวิหารธรรมอันใด เป็นเครื่องอยู่




พระอาจารย์สุบรรณ์ : <หัวเราะ> มันไม่มีวิหารธรรมอะไรหรอกให้เอาสติรักษาใจเท่านั้นพอ ไม่ต้องไปคว้าอะไร ไม่ต้องอยากได้อะไร อันนั้นก็ไม่รู้อันนี้ก็ยังไม่รู้ อันนั้นมันโง่แล้วมันไม่ต้องไปทำให้มันรู้หรอก มันยังไม่ได้ทันรู้แล้วมันจะรู้ได้อย่างไรมันก็มีแต่จะหลงเท่านั้นละซิ ไม่ต้องไปเอาอะไรทั้งนั้น เอาสติกับสัมปชัญญะอยู่ด้วยกันนิ่งอยู่ มันรอบรู้ตัวของมัน อะไรมันจะไม่เข้ามาที่นี่ขันธ์ทั้งหลายมันจะไม่เข้ามาหาใจมันเป็นไปไม่ได้ เข้ามาที่นี่หมดมันเข้ามาหาผู้รู้นี่หมด เพราะฉะนั้นถ้าผู้รู้อ่อนกำลังจะกลายเป็นผู้หลงถ้าเราจะไปเอาสติแต่ข้างนอกมันก็ไม่ทันเค้าหรอก กำลังเราไม่มี การบำเพ็ญภาวนาต้องเอากำลังให้พร้อม กำลังของสมาธิ กำลังของสติ ต้องพร้อม มันเป็นอันเดียวกันนั้นแหละ ถ้าสติดี สมาธิก็ดี แน่นเข้าๆ มันจะเป็นหลักธรรมชาติของมันถ้าจะคุมเอาแต่สติข้างนอกนั้นไม่ทันหรอก เพราะข้างนอกเราศึกษามาแล้ว มันเหนื่อยมันล้าหลายภพหลายชาติ ก็ไหลไปๆ ให้น้อมเข้ามาจะแตกจะพังมันก็เป็นออกมานั้นแหละ ถ้าจิตมีพลัง กายมันก็ละเอียดไป ละเอียดไปขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสมุทัยก็จะละเอียดไปเหมือนกัน ทุกข์ที่ถูกทำลายลงไปสมุทัยก็จางไปเหมือนกัน เป็นอนัตตาไปเรื่อย จนรู้จักว่า โอ้ ตรงนี้มันทำไปเพื่อดับทุกข์ ก็ทำให้มาก เจริญให้มาก มันก็เป็นมรรค แน่ะ มันจะเป็นอะไรอีก มันก็มีแค่นั้น ถ้าเราไปไล่คว้าเอามันมีแต่จะตั้งสติข้างนอก มันเกิดมาก็ไปจับเอาอยู่เรื่อย มันก็แค่นั้นมันเข้าไปไม่ถึง เพราะมันออกจากใจดวงเดียว เมื่อเข้าไปไม่ถึง เราก็เหนื่อย ทำไปก็เหนื่อย แล้วเสียเวลาอีก ให้เข้าไปล่วงเลย เป็นอย่างไรก็เป็นอย่าไปกลัวกลัวทุกข์มันไม่เห็นอะไรหรอก พระพุทธเจ้าสอนให้รู้ทุกข์ สมุทัยเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เราหลงไปตามอารมณ์ก็เป็นสมุทัย ถ้าเรารู้ทุกข์ สมุทัยก็ดับ ดับก็คือนิโรธเมื่อดับแล้ว ก็รู้ว่า โอ้ ทางนี้เป็นทางเดิน ก็เป็นมรรค ก็ทำให้มากเจริญให้มากถ้าเราไม่เข้าไปถึงนั้น มันไม่ได้ นักปฎิบัติมันต้องเข้าไปให้ถึง ถ้าจะไปรอแต่ข้างนอก ให้มันเป็นไปเอง โอ้ย อีกกี่ชาติ มันจะถึงกำลังเรามีอยู่แล้ว ถ้าไม่เข้าไป รอแต่เค้าบ้วนออกมาแล้วตามไปนั้น บ้วนออกมาแล้วตามไป อันนั้นจะไปทันเค้าได้ยังไง<หัวเราะ> มันไม่ทันกันหรอกมาเล่นแต่ข้างนอก วิ่งอ้อมกองไฟอยู่




พระลูกศิษย์ : ดูมันอยู่ทุกวัน ดูข้างนอกๆ




พระอาจารย์สุบรรณ์ : ดูข้างในโน้น ไม่ต้องไปสนใจว่าเรายังไม่รู้อันนั้น ยังไม่รู้อันนี้อย่าไปสนใจ น้อมไปหาผู้รู้ นิ่งเข้าไปอย่างเดียว นิ่งเข้าไป นิ่งเข้าไป เมื่อจิตรวมได้แล้วมันจะก็ถอนออกมาได้กำลังแล้ว สติสัมปชัญญะมันแก่กล้าเท่าไหร่ เมื่อพร้อมกันแล้วรวมลงทีเดียวก็เข้าสู่มรรคได้ หลวงปู่เทศก์ท่านว่า “บางคนจิตรวมตั้งหลายครั้ง ๒๐ ครั้ง ๓๐ ครั้ง ก็เข้าสู่มรรคไม่ได้” สติสัมปชัญญะมันน้อย ความแก่กล้ามันน้อย หมายความว่าความกล้าหาญมันน้อย เมื่อความกล้าหาญไม่มี มันไม่พร้อมกัน วิริยะความพากเพียรมหาศาล ที่จะพิจารณาทุกข์แบบเอาเป็น เอาตาย ต่อหน้าต่อตาสติสัมปชัญญะกระเพื่อมไม่ได้เลยนะช่วงนี้ ต้องนิ่งเลยนิ่งแบบว่า สำรวมอินทรีย์ข้างใน ที่บอกไปอินทรีย์สังวรณ์ อินทรีย์ของสมาธิ อธิจิต
นิ่งเลย เส้นยาแดงเดียวก็ไม่ได้เลยนะช่วงนี้ กระเพื่อมมาไม่ต้องไปมันมาล่อก็ไม่ต้องไป นิ่งลง นิ่งลง เอาไปเอามาก็เข้าไปได้กำลังใหญ่เมื่อได้กำลังใหญ่แล้วถอยออกมา ตัวนี้ก็จะเป็นธัมมะวิฉัยยะไป พิจารณาอะไรมันก็ออกมาด้วยกันนั้นแหละเป็นอนัตตา เป็นอนัตตาไป ท่านผู้ที่เคยบำเพ็ญอสุภกรรมฐาน เมื่อจิตถอยออกมาก็พิจารณาอสุภกรรมฐานเป็นอุคนิมิต ปฏิภาคนิมิต ปฏิภาณนิมิต แตกดับไปเหมือนกันก็ต้อนเข้าไปเป็นอนัตตาอันเดียวกัน ท่านที่เคยพิจารณาสติปัฎฐานสี่ ก็ไหลไปสู่การเกิดการดับของขันธ์อันเดียวกัน ออกจากจิตนี่แหละดวงเดียว แต่ถ้ามีกำลังมันก็ไปง่าย ถ้ากำลังไม่พอก็มาวิ่งอยู่ด้านนอกเมื่อเข้าไปไม่ถึงเค้า ก็มีแต่ถูกเค้าถีบเอา ยันเอา มีแต่ผลักกันไว้เฉยๆเค้าเกิดขึ้นมาก็ผลักไว้ เกิดขึ้นมาก็ผลักไว้ ไม่ทำอะไรกันเสียที หมายความว่าเราปฏิบัติแล้วทำไมไม่ได้ผล มันทำไมไม่ตัดขาด มันทำไมไม่ตัดสิน
ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะเรากำลังน้อย เค้าเกิดขึ้นมาก็ผลักไว้ เอาไปเอามากำลังเราอ่อนตัวลง เค้าก็เหยียบเราเอาเท่านั้น ใช่ไหม<หัวเราะ> พอเหยียบปั๊บก็ตายแอ๊กแหล๊ก แล้วก็มาบ่นว่า ทำแล้วไม่ได้ผล ที่ไม่ได้ผลก็เพราะเรากำลังน้อย เข้าไปไม่ถึงกำลัง เมื่อกำลังเราไม่มีก็ผลักกันไว้เท่านั้น ถ้าเราตั้งสติแล้วพวกนั้นจะตัดขาดไปเอง สติจะแก่กล้า ก็เพราะกาพิจารณาทุกข์สำหรับท่านที่พิจารณาสติปัฏฐานนั้น ท่านเหล่านั้นเคยบำเพ็ญมาหลายชาติแล้วกำลังมันพอแล้ว มันก็ง่ายนะซิ ของเรานั้นไปสู้กับเค้าตอนไหนก็ล้มทุกที กำลังต้องให้มันแก่กล้าที่สุด อย่าไปหวงกำลังร่างกายเราใช้มันหาอยู่หากินเลี้ยงปากท้องมามากแล้ว ตอนนี้มันจวนจะตายแล้วยังจะมาหวงไว้อีก ทุ่มมันลงไปเลย ไม่ต้องไปกะเอาเวล่ำเวลา ให้เอาสติสัมปชัญญะจดจ่ออยู่ที่นั้น ถ้ามีสติสัมปชัญญะจิตนิ่งเท่าไหร่ ตาข้างในมันรอบคอบ มันไม่ใช่มีน้อยตานะ มันมีรอบเป็นตาข่ายเลยสิ่งไหนเข้ามากระเพื่อมตาข้างในมันรู้ ไม่ใช่ว่ามันนิ่งอยู่ มันเห็นละเอียดละออ เห็นชัดเจน เข้าใจปั๊ป เข้าใจปั๊ป
ถ้ามันแตกดับไป มันก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยขึ้นมา ของธรรมแต่ละขั้น แต่ละขั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ ธรรมในขั้นเมตตาพรหมวิหารนั้นมันจะแสดงออกมา ดังกังวานในหัวใจ” ถ้าพิจารณาอสุภกรรมฐานก็จะเหม็นถึงหัวใจโน้นเลยมันเป็นด้วยหลักธรรมชาติของมันเองถ้าเราเข้าไปถึงมันไม่เหมือนอ่านในหนังสือที่เป็นลูกศรชี้เฉยๆ ขั้นนี้ ขั้นนั้นเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ ถ้าได้เข้าไปถึงมันไม่ได้ถามใครนะ มันเป็นไปเองเลย โดยหลักธรรมชาติ ยกตัวอย่าง เหมือนกับเราเดินไปเหนื่อยล้า หิวน้ำ เดินเข้าไปถึงบ่อน้ำแล้วมันจะไปถามใคร มันก็กินก่อนนะซิ เพราะมันหิวน้ำ เป็นอย่างนั้น ถ้าจิตใจมันไปถึงมันเป็นอย่างนั้น แต่ถ้าเข้าไปไม่ถึงมันก็มาเถียงกัน ว่าอาจารย์นั้นถูก อาจารย์นี้ไม่ถูก น่าจะทำแบบอาจารย์นั้นถึงจะดีทำตามแบบอาจารย์นี้ไม่ดี อันนี้เจ้าตัวเข้าไปไม่ถึงสักที มันก็ดีด้วยกันทั้งหมดนั้นแหละ ครูบาอาจารย์แต่ละองค์ท่านมีอุปนิสัยแต่ละอย่างกัน ท่านบำเพ็ญมาสร้างสมมา ท่านได้ของท่านมาอย่างนั้นแต่เราจะทำได้อย่างท่านหรือเปล่าอุปนิสัยของเราบางที่อาจจะไม่เคยทำมา ถ้าทำแบบท่านแล้วมันเจริญงอกงาม ก็ทำให้มากเจริญให้มาก เพราะมันเป็นนิสัยของเราที่เคยบำเพ็ญมา เช่น บางท่านเคยบำเพ็ญสมาบัติมาหลายชาติมันแก่กล้ามาแล้ว พอได้ฟังธรรมมันเข้าใจพอกำหนดลงไปจิตมันรวม ประกอบกับบุญกุศลเก่ากับความตั้งใจใหม่ ทำให้ได้กำลังมันก็พิจารณาไปได้ง่าย บางคนถามว่า “ทำไมทำง่ายจัง” จะไม่ให้มันง่ายได้อย่างไร ท่านทำมาหลายชาติแล้วจนจะล้มจะตายมาหลายชาติแล้ว บางคนบอกว่า“ง่ายอย่างนี้ไม่เชื่อหรอก” ถ้าไม่เชื่อก็แล้วแต่ล่ะเชื่อไม่เชื่อก็เป็นของใครของมัน มันไม่เกี่ยวกัน ท่านถึงได้บอกว่าทำให้มากเจริญให้มาก ถ้าเราทำวิธีใดแล้วสติดี ใจก็ตั้งมั่น ปัญญาก็เกิด ก็ทำให้มากเจริญให้มากไม่มีสิ่งใดที่จะพ้นจากใจดวงนี้ มันเข้ามาในนี้หมด รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่เป็นของหยาบๆข้างนอก อดีตอนาคตที่เป็นอารมณ์ของใจที่เป็นสมุทัยก็ไหลเข้ามาสู่ใจหมดถ้าใจเรามีกำลังมันก็คล้ายกับว่าถ้ามีอาวุธทั้งหลายพุ่งเข้ามาทั้งหกทาง พุ่งเข้ามาใส่เราจุดเดียวเราก็จะมีกำลังต้านทานเค้าได้ วัฏฏะนั้นมันรุนแรง ถ้าเรามีกำลังก็คล้ายกับเรามีเครื่องป้องกันตัวเองคือ สติสัมปชัญญะเป็นเครื่องกั้นอารมณ์ เหมือนกับเรามีเกราะป้องกันตัวเอง แล้วเราก็มีอาวุธพร้อมเหมือนกันล่ะที่นี่คือ ปัญญา และความตั้งใจมั่นเป็นฐาน คือสมาธิ หมายถึง อาวุธเราก็มีแล้ว เราก็ยิงออกไปหกด้านเหมือนกันกิเลสมันก็ตายเป็นเหมือนกัน นั่น มันเป็นอย่างนั้น มันน่าสนุกนะการภาวนาถ้าเราเข้าไปถึงแล้วมันจะสนุก มันเพลิดเพลิน ทำไมถึงว่าอย่างนั้นก็เพราะเรามาหลงแล้วพอมารู้ มันเลยเกิดความสลดสังเวช สัตว์ตัวอื่นหลงมาหมดในโลกนี้หลงมาเหมือนกับเรา ก็เลยสงสาร มันเป็นการสงสารออกจากใจบริสุทธิ์ นั่นแหละพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าครูบาอาจารย์ ถึงได้หาอุบายสั่งสอนต่างๆให้เข้าอกเข้าใจ ตามบุญญาวาสนาของใครของมันที่จะฝึกฝนได้




พระลูกศิษย์ : แตะนิดหนึ่งมันก็แข็ง แตะนิดหนึ่งมันก็กระเพื่อมแตะนิดหนึ่งมันก็นิ่ม แตะมันไม่ได้




พระอาจารย์สุบรรณ์ : <หัวเราะ> สติสัมปชัญญะมันอ่อน สติมันน้อยเราไปรอแต่ดักแล้ววิ่งตามเค้า เราก็เหนื่อยล้า จิตใจก็เหนื่อยล้า อ่อนแรงเราก็ต้องมาพิจารณาดูว่า เรายังเข้าไปไม่ถึง กำลังของเรามันยังไม่พอ มันเลยไม่ได้ สติมันน้อยถ้าหากจิตเป็นสมาธิ ก็จะไปตามนิมิต พอไปตามนิมิตเกิดวิบากกรรมมาในช่วงนั้นก็เป็นบ้าไป เป็นวิปลาสไปความแกล้วกล้าหรือที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “ผู้ใดประพฤติปฏิบัติ มีสติปัญญามีความแกล้วกล้า มีศรัทธาแกล้วกล้าหรือแก่กล้า ก็สามารถเข้าสู่มรรคได้ในคืนเดียว” ก็คืนท่านให้พิจารณาทุกข์นั้นแหละไม่ใช่ว่าจะเอาแค่ ยืน เดิน นั่ง นอน เอามันแต่สติ เอาแต่สติอยู่นั้นแหละมันก็เท่ากับวิ่งรอบจอมปลวกอยู่นั้นแหละ




พระลูกศิษย์ : ก็ทำแต่ ยืน เดิน นั่ง นอน อย่างว่าล่ะครับ




พระอาจารย์สุบรรณ์ : มันไม่ทันใจ อุปนิสัยอย่างผม มันไม่ทันใจ หงุดหงิดหัวใจ รำคาญใจ พอรู้แล้วว่าตรงนี้ใช่ไหมที่มันต้องทำ กำลังมีเท่าไหร่ใส่มันลงไปเลย มันเป็นอุปนิสัย ถ้าหากผมพูดสอนคนอื่นไปแล้ว ไม่มีใครอยากปฏิบัติด้วย เค้าว่า มันทำยาก มันจะยากอะไร เอาแค่เราสร้างโลกมามันยังยากกว่านี้เสียอีกมันไม่ถึงตายหรอก ถ้ามันจะตายก็ตายไปตั้งแต่อยู่ในท้องแล้ว <หัวเราะ แล้วหันไปถามลูกศิษย์ที่เป็นฆราวาส> ใช่ไหมฤาษี

Thaza
08-11-2011, 06:20 PM
ลูกศิษย์ฆราวาส<ชาย > : ครับ พระอาจารย์ถูกครับ เพ่งข้างในอย่างเดียว ไม่ต้องออกข้างนอก ข้างนอกนั้นไม่เกี่ยวข้องเลย จิตมันแผ่รัศมีออกมากิเลสมันร่วงลงเอง





พระอาจารย์สุบรรณ์ : เราจะเห็นอยู่ข้างในทั้งหมดนั้นแหละ ถ้าไม่ชัดเจนก็พยายามตั้งให้มั่นมันจะนิ่ง มันจะชัดเจน มันก็จะสว่างอยู่ข้างในนั้นแหละข้างนอกเราทำมาหลายภพหลายชาติแล้ว มันไม่ทันกันหรอก รักษาผู้รู้ดวงจิตนั้นแหละนิ่งลงแตกก็ให้มันแตกไป นิ่งลงไป นิ่งลงไป ไม่ต้องเสียดายว่ายังไม่ได้พิจารณาอันนั้น ไม่ได้พิจารณาอันนี้ ผมนั้นทำมาก่อนแล้วพิจารณาอันใดมันก็เหมือนกันนั้นแหละ มันไม่ได้เรื่องไม่ได้ราวอะไร ได้อยู่ เหมือนกับกินน้ำไม่ให้ตายไปเท่านั้น ทำให้หงุดหงิดรำคาญมันจะแตกก็ให้มันแตกมันพังอยู่ที่นี้ มันก็จะเข้าใจ โอ้ ออกมา มันเป็นอย่างงี้นี่เอง เมื่อมันเข้าไปถึง มันจะร้องออกมาเลย “โอ้ มันเป็นอย่างงี้นี่เอง ขนาดนี้ใครจะมาทำเห็น ใครจะมาทำได้ ใครจะมาเห็นด้วย เพราะว่า มันต้องเลยความตายไม่ได้เสียดายสักนิดเลยเรื่องความตาย ไม่ได้เสียดายจนว่าเอาเป็นเอาตาย เอ้า จะเป็นก็เป็นจะตายก็ตายจนมันลงไป ลงไป ตอนที่มันลงไปนั้นมันรวดเร็วที่สุด ตัวที่มาขวางนั้นก็รวดเร็วเหมือนกัน แต่รู้ทันกันตลอด ตัดขาดไปตัดขาดไป ตัวสุดท้ายที่มาขวาง คือ กังขาวิตรณวิสุทธิ มาขวางนั้น หยุดชงักนิดหนึ่ง แต่ก็ตัดพรึบก็ผ่านไปเลย ขาดยุ้ยไปเลย ถึงได้ร้อง โอ้ มันเป็นอย่างงี้นี่เอง ใครจะลงไปถึง ใครจะสามารถลงไปได้ไปรู้ไปเห็นถึงขนาดนั้นได้ จึงได้รู้ว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงจะไม่ทรงสั่งสอนสัตว์โลก เพราะว่า มันเป็นอย่างงี้นี่เอง สัตว์ทั้งหลายที่ไม่สามารถจะลงไปได้ แต่ถ้ามาพิจารณาเรื่องการประพฤติปฏิบัติแล้ว มันก็ไปได้อยู่เหมือนกันมันก็เข้าถึงได้จึงได้สงสาร” แค่เห็นเค้าใส่บาตรแต่ละวันก็ดีใจกับเค้าเลยนะ น้ำตาไหลเลยนะบางครั้ง คือว่าเมื่อทำไปแล้วนั้นสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาทำไปแล้วมันจะได้รับผล ดีกว่าที่เกิดมาแล้วมันหลงแม้ชาติหนึ่งใส่บาตรครั้งเดียวก็ยังดีอยู่นะ <หัวเราะ> นั้นมันเป็นถึงขนาดนั้น คือว่าสงสารก็สงสารจริงๆเห็นไส้เดือนไต่ขึ้นมาก็สงสารเค้า จิตดวงเดียวเหมือนกับเรา เกิดมาก็หลงตะเกียกตะกายขึ้นมาจากดินแล้วก็ไม่สามรถลงไปได้ นกก็วิ่งใส่ กิ่งก่าก็วิ่งใส่มีแต่สิ่งที่จะกิน นั่น มันแทงทะลุไปจนถึงขนาดนั้นเลยนะ คือว่าพอเห็นพรึบมันเข้าไปเลยโอ้ เหมือนกับเราเกิดมาหลงเหมือนกัน มันจึงสงสาร มันไม่ได้คิดเลยนะตอนนั้น มันเกิดขึ้นมาพรึบเห็นอะไร มันแทงทะลุเข้าไปเลย มันจะรวดเร็วอย่างนั้นอันนี้เป็นมาตั้งแต่พรรษาที่สาม พรรษาที่สี่ ส่วนตอนจิตสงบแล้วเห็นนิมิตอันนั้นมา อันนี้มา มันเล่นมาจนเบื่อแล้วมันก็ไม่มีอะไร ก็เล่นไปเท่านั้น เล่นธาตุเล่นขันธ์ ฤทธิ์อันนั้น ฤทธิ์อันนี้ มันก็เป็นขันธ์ทั้งหมดนั้นแหละ ไม่มีอะไรหรอกแต่ก็ไม่มีใครเชื่อเท่าไหร่หรอก มันอีกไกล แต่ก็ให้พยายามไปนั้นแหละอินทรีย์มันมีทุกคน เป็นได้ทุกคนก็จะค่อยเป็นไปเองหรอก บางทีบุญวาสนาเก่าเราเคยสร้างไว้ พอเราทำไปความสมดุลกันมันมีแต่บางทีพอเราทำไปแล้ววิบากกรรมมันมาถึง มันก็เล่นงานเราเหมือนกันถ้าสติปัญญาเราไม่ดี ช่วงนี้ก็ล้มคว่ำเหมือนกัน แต่ก็ขอให้มีสติมั่นคงแน่นปึกลงไป ไม่ต้องกังวลไม่ต้องเสียดาย นิ่งอย่างเดียวเท่านั้นให้เอากำลังก่อน แต่ว่าตัวสติสัมปชัญญะตัวรอบรู้นี่ คือถ้าเราลงไปพร้อมสติสัมปชัญญะอย่างแก่กล้าเข้าถึงมรรคได้ในครั้งเดียวเลย ต้องแก่กล้าที่สุด ไม่ใช่กลัว คือว่ามันหมดอาลัยตายอยากแล้ว เอาแต่ผู้รู้อย่างเดียว เป็นอะไรก็เป็นไม่ต้องเสียดายว่าจะเป็นนั้นเป็นนี่ ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นบ้า ผู้รู้ไม่เคยตาย แต่ถ้ามีสติสัมปชัญญะเป็นกรอบป้องกัน เป็นทำนบป้องกันแล้วคือเหมือนมีกรอบแก้วป้องกันผู้รู้ไว้ แม้เค้าจะยิงอาวุธมาทั้งหกด้าน อาวุธของเค้าจะหยาบหรือละเอียดมันก็เข้ามาไม่ถึง มันก็จะแตกจะพัง แตกพัง แตกพัง ออกไป อย่าไปเสีย ไปคว้าเอาให้ปล่อยทิ้ง ปล่อยทิ้งไป รู้รอบ รู้รอบ ใจก็เป็นหนึ่งได้ถ้ารวบลงด้วยสติสัมปชัญญะแบบรู้ทัน แบบรวดเร็วอย่างนี้ เข้าสู่มรรคได้เลยมรรคเบื้องต้น โสดาบันได้เลยทีเดียว แต่ถ้าทำไปเรื่อยๆ ใช้เวลานาน ถ้าไปติดสมาธิติดความสุข ติดความสว่างไสว โอภาโส ตายไปก็ไปเกิดชั้นพรหมเมื่อไหร่จะได้มาเกิดล่ะทีนี่ < หัวเราะ > เอาล่ะค่ำแล้ว พอแล้ว

Thaza
08-12-2011, 05:57 PM
เรื่อง การพิจารณากายกับจิต
เทศน์ในโอกาสพาญาติโยมไปบำเพ็ญในป่าลึก
เมื่อคืนวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑




พระอาจารย์สุบรรณ์ : บำเพ็ญมาได้ ๗ คืน ๘ คืน แล้วซินะ คนแก่มาเยอะนะ ส่วนใหญ่คนแก่จะมากกว่าคนหนุ่มสาวคนแก่ใจเอามากกว่าหมดภาระภารัง ได้บำเพ็ญ ๗ วัน ๘ วันมีใครภาวนาแล้วจิตสงบบ้างไหม โดยเฉพาะพวกมาใหม่ ใครจิตสงบบ้างยกมือให้ดูหน่อยหรือว่ายิ่งใกล้ถึงวันกลับบ้าน ยิ่งฟุ้งซ่าน รำคาญ บ่นให้หลวงพ่ออีกว่าจะมาถามทำไมอีก เมื่อไหร่จะได้กลับบ้านซะที ลำบากแค่นี้ยังไม่หนักเท่าไรนะนาดเราอยู่ในท้องมารดาเก้าเดือนยิ่งลำบากกว่านี้อีกนะพอลืมตามาดูโลกก็ต้องหาอยู่หากินลำบากเข้าไปอีก ล้มลุกคุกคลานเมื่อได้มาบำเพ็ญบุญกุศลแล้วลำบากนิดหน่อยก็ถือว่าเป็นกำลังแต่ปีนี้อากาศไม่ค่อยหนาวเท่าไหร่หรอกปีที่แล้วไปธุดงค์ที่โคกชาดมันหนาวกว่านี้อีก คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายจะไม่เทศน์ให้ฟังหรอก ถ้าใครปฏิบัติขัดข้องอย่างไรก็ให้โอกาสถามถามเรื่องการปฏิบัติต่างๆ ที่ยังสงสัยให้โอกาสถามแล้วจะแก้เหตุการณ์เหตุผลให้ เอาล่ะให้ทางพ่อออก<ผู้ชาย> ถามก่อน




ลูกศิษย์ฆราวาส<ชาย๑> :
กระผมขอโอกาสถามพระอาจารย์เรื่องของจิต ครับ คือว่า จิตของกระผมนั้น เหมือนมันต้องการเข้าไปพักเอากำลัเฉยๆก็นั่งพิจารณามันไป แต่ก็ได้แต่ดูมันเฉยๆ มันก็เป็นไปของมันเอง มีความไหวตัวยุบยับ ยุบยับ อยู่ข้างในของมัน ก็ได้แต่ดูมันอย่างเดียวตอนที่มันจะเข้าไปพักนั้นมันรู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนล้า แต่พอพักจนได้ที่มันก็ออกมารู้สึกว่าจิตมันมีกำลัง สดชื่นลักษณะอย่างนี้มันเป็นลักษณะที่จิตมันเดินของมันเองหรืออย่างไรครับ




พระอาจารย์สุบรรณ์ : ลักษณะอย่างนี้ มันเป็นอาการของจิตที่มันเข้ากายได้แล้ว มันก็เลยเป็นจิตภาวนาลักษณะที่มันกระเพื่อม ยุบยับยุบยับ อันนั้นมันเป็นลักษณะของ “ กายในกาย ” ที่จิตเราไปรู้กายที่มันละเอียดกายนอกก็คือกายหยาบ กายในก็หมายเอาธาตุที่ละเอียด เช่น ธาตุทั้งสี่มันจะเป็นธาตุใดธาตุหนึ่งก็ได้ ดิน น้ำ ลม ไฟ แต่อันนี้มันเป็นธาตุลม เค้าเรียก“ลมปราณ” การเดินทางของพระโยคาวาจร เดินทางรอบเท่านั้นโยชน์ เท่านี้โยชน์แต่นี้เราหมายเอากายในคืออาการกระเพื่อม เมื่อกายละเอียดจิตที่มาสัมผัสมากระทบเกิดดับ ที่เป็นหยาบบ้างละเอียดบ้าง ก็จะละเอียดไปตามกัน อย่างนี่ เรียกว่า “จิตในจิต” กายในกาย จิตในจิตให้เรามีความสำเนือกนิ่งอยู่ ถ้าเป็นธัมมวิจยะ ก็เป็นธัมมวิจยะในการสอดส่องในธรรมที่เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง ที่ผ่านมา เกิดดับไป การภาวนาโดยพิจารณากาย “กายานุปัสนา” ก็เกิดขึ้นพร้อมกัน อันใดเกิดขึ้นมาก่อนก็พิจารณาอันนั้นก่อนกายานุปัสนาเกิดขึ้นก่อน ก็พิจารณากายหยาบกายละเอียด หมายความว่า บางทีมันก็หยาบบางทีมันก็ละเอียด บางทีมันก็ว่าง ในขณะจิตที่เดินไป มันเป็นอย่างนั้นอยู่ตลอดสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป บางทีเรากำหนดลง บางทีมันก็หยาบแต่ความละเอียดก็มีอยู่ในขณะนั้น บางทีมันก็ละเอียดบางทีก็ว่าง แต่ให้รู้และตามทัน ให้มีความสำเนือกอยู่ในจิต นั้นคือ “จิตตานุปัสนา”
การพิจารณาเวทนา บางทีจิตไปเสวยอารมณ์จะเป็นความขัดเคืองบ้างความเกิดขึ้นแล้วดับไปช้าบ้าง เร็วบ้าง ตามเหตุตามปัจจัย อันนี้คือการพิจารณาเวทนาเรียก “เวทนานุปัสนา” พิจารณาจิตที่ไปเสวยอารมณ์ที่เป็นกุศลบ้างอกุศลบ้าง ท่านเรียกว่า “ธรรมานุปัสนา” ธรรมที่มากระทบกับจิตเป็นกุศลหรืออกุศลให้พิจารณาไปด้วยพร้อมกันเป็นอันเดียวกัน เรียกง่ายๆว่า “การพิจารณากายกับจิต” กายคือความละเอียดและความหยาบที่เห็นข้างในที่สัมผัสกันข้างใน จิตที่มากระทบหยาบหรือละเอียด นี่คือการบำเพ็ญเข้ากาย “กายใน” พิจารณาละเอียดไปเรื่อยให้มีความแยบคาย มีสติสัมปชัญญะที่ละเอียด ปราณีตไปเรื่อย อย่าเผลอช่วงนี้เผลอไม่ได้ ให้มีความหนักแน่นลงไปเรื่อย ไม่ให้ดูเฉยๆนิ่งลงไปเรื่อย ดูความละเอียดลงไป ดูให้สุดสาย ถ้ายังไม่สุดสายอย่าเพิ่งออกให้ตามดูจนถึงความละเอียด จนถึงความ
ว่าง เมื่อความว่างขยายกว้างแล้วดับไปก็กลับมาหยาบอีก แต่ความหยาบที่เกิดขึ้นใหม่ก็ละเอียดลงไปอีก อันนี้ ท่านเรียกว่า “กาย” การเดินลมปราณ การเดินกายในกายจิตตัวนี้จะละเอียดแยบคายที่สุด แต่อาศัยอาการที่เกิดขึ้นนั้นแหละ เป็นการเดินทางปัจจุบันจิต ปัจจุบันธรรมอาศัยปัจจุบันธรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เกิดขึ้นเฉพาะผู้รู้ ละเอียด หยาบ ปราณีตอย่างไรก็พิจารณาไปตามเหตุ ให้มีสัมปชัญญะ ให้มีความแยบคายในจิตอยู่เนื่องๆอันนี้มันเดินเข้าหากายแล้ว มันไม่มีปัญหาแล้วในเรื่องการบำเพ็ญ เอาล่ะมีใครจะถามอะไรอีกไหม อ้าว ฤาษีภูเม็งหายไปไหน




ลูกศิษย์ฆราวาส<ชาย๒> : กำลังพิจารณาว่าจะถามเรื่องอะไรอยู่ครับ




พระอาจารย์สุบรรณ์ : พ่อขาวที่จะบวชเป็นอย่างไรบ้าง




ลูกศิษย์ <พ่อขาว> : ปวดขายังไม่หายเลยครับ




พระอาจารย์สุบรรณ์ : ถ้าปวดยังไม่หายก็พิจารณาปวดขานั้นแหละ มันจะหายปวดของมันเอง แล้วพ่อออก<ผู้ชาย> เป็นอย่างไรบ้าง

Thaza
08-12-2011, 06:10 PM
ลูกศิษย์ฆราวาส<ชาย๒> : ตัวสังขาร ตัววิญญาณ มันเป็นอย่างไรครับ




พระอาจารย์สุบรรณ์ : ต้องเอาปัจจุบันมาถามนะตนเองภาวนาเป็นอย่างไร ก็ต้องถามในเรื่องนั้น ไม่ให้ถามเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตนเองเดี๋ยวจะฟุ้งซ่าน วุ่นวายไปเปล่าๆ มันภาวนาเป็นอย่างไรภาวนารู้เรื่องอย่างไรให้ถามเรื่องนั้น




ลูกศิษย์ฆราวาส<ชาย๒> : กระผมภาวนาไปแล้ว ความคิดเก่าๆ มันก็ผุดขึ้น




พระอาจารย์สุบรรณ์ : มันยังไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรหรอกเพราะมันยังไม่มีสติ สติก็ยังไม่มีก็เลยฟุ้งซ่าน ไปตามอารมณ์ ไม่ได้เรื่องได้ราว




ลูกศิษย์ฆราวาส<ชาย๒> : พอมันเกิดขึ้นมา ก็ดูมัน พอดูมันแล้วความคิดก็ผ่านไป มันเป็นเพราะอะไรครับพอนิ่งสักพักความจำเก่าก็ผุดขึ้นมา




พระอาจารย์สุบรรณ์ : อันนั้นของเค้ามันมีอยู่แล้วจะไปยุ่งกับเค้าทำไม อยากให้มันไม่มีมันก็เป็นอัตตา คือ ความอยาก ตั้งแต่สติรู้รักษาผู้รู้ไว้เท่านั้น แต่เรื่องความคิดมันเป็นขันธ์ ถ้าเราไปยึดมั่นถือมั่นอยากให้มันหมดไป อยากให้มันไม่มี มันก็เป็นบ้าเท่านั้นล่ะซิ มีแต่พวกบ้าบ้าความอยาก อยากให้มันเป็นอย่างนั้น อยากให้มันเป็นอย่างนี้อันนั้นมันยังใช้ไม่ได้ ยิ่งภาวนาเท่าไหร่ก็ยิ่งทุกข์เท่านั้นการภาวนาคือการรักษาใจไม่ให้มันไปตามอารมณ์ ใจตั้งมั่นอย่าหวั่นไหวกับอารมณ์อารมณ์นั้นมันมีของมันอยู่แล้ว ถึงเรายึดไว้มันก็มีอยู่แม้เราวางได้มันก็มีอยู่เหมือนเดิม นั้นคืออารมณ์เป็นสังขาร เข้ามาทาง ตา หู จมูกลิ้น กาย ก็เข้ามาหา ใจ เช่น สัญญาความจำพิจารณาเรื่องดีบ้าง เรื่องไม่ดีบ้าง มันก็เป็นสังขารความปรุงแต่งของจิตมันก็มีตามหลักธรรมชาติของมันอยู่แล้วแต่ที่เราต้องมาฝึกนั้นหมายความว่า มาฝึกใจไม่ให้หวั่นไหวกับอารมณ์ ให้วางมันเสีย
เพราะอารมณ์ก็ไม่เที่ยง จำได้แล้วก็ลืมไป เกิดแล้วก็หมดไปสังขารความนึกคิดปรุงแต่งก็ไม่เที่ยง คิดปรุงแต่งใจแล้วก็ดับไปเรื่องอื่นก็เกิดขึ้นมา สิ่งทั้งหลายนั้นเป็นของมีอยู่ เมื่อมีธาตุสี่ขันธ์ห้าก็ต้องมี พระพุทธองค์สอนให้วาง ถ้าไปยึดเอาก็เป็นสมุทัยสมุทัยเป็นเหตุให้ทุกข์เกิด สมุทัยคือการที่จิตเราไปเสวยอารมณ์ เป็นทุกข์บ้าง เป็นสุขบ้าง วิตกกังวลอารมณ์ต่างๆนั้นท่านเรียกว่า สมุทัย พระพุทธองค์สอนให้ละ เนื่องจากเป็น “ทุกขสมุทยอริยสัจ” สมุทัยป็นของที่มีอยู่แต่ควรที่จะละ ไม่ควรที่จะยึดมั่นถือมั่นเอาทุกข์ที่เกิดจากสมุทัยควรจะพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นทุกข์กายหรือทุกข์จิตที่เกิดจากสมุทัยควรจะพิจารณา ทุกข์ก็เป็นของไม่เที่ยงเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทุกข์กายก็คือ การเป็นโรคภัยไข้เจ็บ หรือเวทนาต่างๆ ถ้าเสวยอารมณ์คือ เวทนา ก็ไม่เที่ยงแต่ก็ควรจะพิจารณาให้เข้าใจ “เวทนาก็เป็นเวทนา ไม่ใช่ใจ”เมื่อใจตั้งมั่นดีแล้วก็พิจารณาเวทนา แต่ต้องตั้งใจตั้งสติ ให้มีขันติความอดทนให้พิจารณาทุกข์เพราะมันเป็นทุกข์ แต่มันไม่ใช่ใจ พิจารณาด้วยความแยบคายในจิต อาศัยเวลา ความอดทนแล้วสิ่งเหล่านั้นก็ผ่านไป ทุกข์นั้นควรที่จะพิจารณาให้แจ้ง พิจารณาให้เข้าใจ เมื่อเราพิจารณาจนเข้าอกเข้าใจเรื่องทุกข์เมื่อแจ้งในทุกข์แล้ว “ทุกข์ก็เป็นทุกข์ไม่ใช่ใจ” บางทีทุกข์มันดับไปใจเราเป็นผู้รู้อยู่ก็ไม่ดับแต่มันเป็นสิ่งที่ทนได้ยาก ให้มีขันติความอดทน อารมณ์ทั้งหลายนั้นควรจะละแต่เมื่อเราละได้แล้วมันก็มีอยู่เหมือนเดิมนั้นแหละ เพียงแต่จิตมันไม่ไปยึดเอาทุกข์จึงไม่เกิด เราฝึกสมาธิเพื่อที่จะให้มีสติสัมปชัญญะ เพื่อที่จะให้ใจตั้งอยู่มีหลักมีเกณฑ์ สติคือความระลึกรู้ สัมปชัญญะคือความรู้ตัวไม่ใช่ว่าวันไหนจิตโล่งสบายนั่งสมาธิดี แต่วันไหนวุ่นวายจะไม่ฝึก อันนั้นใช้ไม่ได้อารมณ์ทั้งหลายมันไม่เที่ยง เมื่อจิตตั้งมั่นดีก็ให้รู้เมื่อจิตประกอบด้วยอารมณ์ความวุ่นวายก็ให้รู้ คือรู้ว่าอารมณ์นั้นไม่เที่ยงแต่ให้ผู้รู้คือใจ นั้นมีสติสัมปชัญญะ ฝึกใจให้ตั้งมั่นให้ดี สมาธิของพระพุทธเจ้าคือ สัมมาสมาธิเป็นสมาธิที่ไม่หวั่นไหวกับอารมณ์ ฝึกสติให้แข็งแกร่ง ฝึกสติให้ตั้งมั่นอย่าทำเล่น อย่าทำไปแล้วแต่มันจะเป็น ขี้เกียจก็ให้รู้ รำคาญก็ให้รู้ขี้เกียจก็เป็นอารมณ์ รำคาญก็เป็นอารมณ์ “อารัมมณาปัจจัย” เป็นความปรุงแต่งแห่งจิตแต่อารมณ์ทั้งหลายก็ไม่เที่ยง เกิดขึ้น แปรปรวน แล้วก็ดับไป เป็นอนัตตาให้เราพิจารณาจนถึงเป็นอนัตตา ในขณะจิตแล้วเราจะเข้าใจ อย่าทำเล่นให้ทำด้วยความตั้งใจ แล้วเราจะเห็นธรรมจริงๆเพราะเวลาของเรามันเหลือน้อยไม่ใช่ว่าตอนขยันถึงทำ ตอนขี้เกียจก็ไม่ทำ ขี้เกียจก็ให้รู้ว่าขี้เกียจเพราะมันเป็นอารมณ์ เมื่อทุกข์ก็ให้รู้ว่ามันทุกข์ ทุกข์ก็เป็นอารมณ์เหมือนกันเพราะเมื่อมีธาตุสี่ มันหนีไม่พ้นหรอกเรื่องทุกข์ จะเอาแต่สุขอย่างเดียวก็ไม่ได้เราจะไม่เอาคำติฉินนินทา จะเอาแต่คำสรรเสริญก็ไม่ได้ เป็นของมีอยู่เป็นของคู่กันถ้าเรามีธาตุสี่ขันธ์ห้าก็ต้องมี ดังนั้นพระพุทธเจ้า จึงสอนให้มีสติสัมปชัญญะระลึกรู้ใจเพื่อให้ใจมันมีพลังต่อสู้ คือว่ามีเกาะป้องกันอารมณ์ที่จะมาฉุดกระชากลากใจไปสู่อารมณ์น้อยใหญ่ คือ วัฏฏะ ขันธ์ทั้งหลาย สมาธิคือ ฝึกใจให้ตั้งมั่น ถ้าจะบังคับให้อารมณ์ไม่เกิดอันนั้นมันบ้าแล้ว พวกบ้า พวกบ้าโง่ บังคับใจไม่ให้คิด มันจะไปนิพพานได้อันนั้นก็พวกบ้าอีก ใครจะไปบังคับมันได้ พระพุทธเจ้าไม่ได้ไปบังคับมันพระอรหันต์ทั้งหลายก็ไม่ได้บังคับ หลักธรรมชาติมีอยู่อย่างไรก็ให้รู้ไปตามธรรมชาติ ไม่ได้เอามาเป็นของเจ้าของมันก็เป็นธรรม มันไม่ได้เป็นอัตตา ตัวตนเราเขา ยับยั้งได้บ้างก็ตอนเข้าสมาบัตินิดเดียวเท่านั้น แต่พอออกมาก็เหมือนเดิม มันก็เลยมีแต่หลง อยากได้แต่สุขไม่อยากได้ทุกข์ อยากได้แต่คำสรรเสริญ ไม่อยากได้ความวุ่นวายเพราะฉะนั้นอารมณ์ทั้งหลายเหล่านี้เป็นขันธ์เป็นวัฏฏะ ที่เดินไปตามสภาวะถ้าเรารู้จักตามความเป็นจริงของเค้า แต่ให้มีสติสัมปชัญญะรั้งผู้รู้ไว้ รั้งจนแก่กล้าจนมีสติสัมปชัญญะมั่นคงดีแล้ว เมื่อสติสัมปชัญญะมั่นคงดีแล้วจะเป็นธัมมวิจยะความแหลมคมแห่งจิต สอดแทรกไปในอารมณ์ต่างๆ ธัมมวิจยะสอดส่องในธรรมอยู่เนื่องๆเป็นเองไปโดยหลักธรรมชาติที่เราสนอกสนใจเป็นปัญญา เมื่อเราเข้าใจแล้วก็เป็นวิชาคือ ความรู้ เมื่อวิชาเกิดขึ้น โมหะคือความหลงก็ค่อยจางหายไปความรู้เกิดขึ้นความหลงก็หายไป ใจก็ค่อยๆเด่นขึ้น อันนี้คือ อานิสงส์ใจของเราก็จะค่อยๆสว่างไสวขึ้นมา ถ้าเราไม่ประพฤติปฏิบัติก็จะถูกเค้าขยี้อยู่อย่างนั้นชาติแล้วชาติเล่าเกิดขึ้นมาน้ำตาก็ไหลทับถมแผ่นดินกองท้วมภูเขา น้ำตาของสัตว์โศกเศร้าโศกาอาลัยอาวรณ์ในความทุกข์ ความพลัดพรากจากไป โศกาปริเทวนาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เทวดามนุษย์ หรือสัตว์ ย่อมถูกความทุกข์นั้นเผาผลาญให้โศกเศร้าโศกาให้ย่อยยับลงไปสู่ความทุกข์ไปสู่อบายทั้งหลาย
แต่ถ้าเราเกิดขึ้นมาได้พบคำสอนของพระพุทธเจ้าย่อมเป็นหลักชัยในการเดินทางสู่อริยมรรค การเดินทางไปสู่ทางแห่งการเจริญสติสัมปชัญญะศึกษาให้เข้าใจ สติสัมปชัญญะตัวนั้นแหละจะเป็นตัวเหตุตัวผลที่สุดคือการฝึกไปสู่ความเจริญทั้งหลาย ถ้าสติสัมปชัญญะไม่ดีอารมณ์น้อยใหญ่จะเข้ามาเอาไปหมด ไม่ว่าตัวเองจะเป็นอะไรผ้าเหลืองหรือผ้าขาวก็ไหลไปเพราะหลักธรรมชาติไม่ได้ไว้หน้าใคร พระราชา เศรษฐี ยาจก ขอทาน หรือ พระ เณร เถร ชี ไม่ไว้หน้า เป็นหลักธรรมชาติไม่มีใครจะให้สินบนได้ ถ้าผู้ใดฝึกได้ดีแล้วก็ป้องกันได้ บรรเทาทุกข์ได้ไปเรื่อยๆจนทุกข์นั้นหมดไป ความรู้แผ่กระจายไปสู่ที่ต่างๆของอารมณ์น้อยใหญ่สิ่งเหล่านั้นจะค่อยๆเกิดขึ้นคือ ความรู้ ความรู้ วิชาคือ ความรู้ รู้ตามความเป็นจริงแต่เรานั้นมาหลงไปยึดเอาอารมณ์ทั้งหลายเป็นเราเป็นเขา เป็นสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ก็เลยเกิดทุกข์ เกิดความโศกเศร้าโศกา โทมนัสต่างๆทุกขาปริเทวนาต่างๆ ก็เพราะเราหลงอารมณ์นี้แหละ อารมณ์ชอบใจ ไม่ชอบใจ สุข ทุกข์นินทาสรรเสริญ ก็เป็นขันธ์ทั้งนั้น ไม่ได้เป็นอย่างอื่นแต่เมื่อจิตเข้าไปรู้ตามความเป็นจริง แต่มิได้ไปบังคับบัญชาให้มันหยุด แม้จะไปบังคับก็ไม่สามารถบังคับมันได้ถ้าคิดว่าจะไปบังคับบัญชามันได้อันนั้นก็เป็นอัตตาตัวตนเราเขาเมื่อพระพุทธเจ้าวางเท่านั้น “โลกธาตุจึงหวั่นไหว” วางขันธ์ทั้งหลายไปตามสภาวะความเป็นจริง จึงมีการตรัสรู้เกิดขึ้นมา“อาโลโก” คือรู้แจ้งโลก “จักขุงอุทะปาทิ ญานัง”คือญาณเกิดขึ้นแล้ว ตาในเกิดขึ้นแล้ว จักขุคือตา ญาณ คือความรู้ เกิดขึ้นแล้ว “อุทะปาทิปัญญา” คือปัญญาเกิดขึ้นแล้ว “อุทะปาทิวิชชา”คือความรู้เกิดขึ้นแล้ว ดวงพระหฤทัยของพระองค์ “อาโลโกอุทะปาทิ” คือรู้แจ้งโลกทั้งสาม เพราะฉะนั้น การประพฤติปฏิบัติต้องฝึกสติรักษาใจให้แข็งแรงในธรรมเบื้องต้นจนถึงขั้นมรรคผลนิพพาน เหมือนกับเราได้หล่อหลอมเด็กๆพอโตขึ้นมันก็เดินได้วิ่งได้ จิตของเราถ้ายังเล็ก คือยังไม่ได้ฝึกหัด มีแต่อารมณ์มาขยำขยี้เอาจากวันที่เกิดจนถึงปัจจุบัน แต่ถ้าเราฝึกขึ้นมาต่อสู้ ฝึกไปฝึกมาจิตก็ค่อยๆแข็งแรงขึ้น ใจก็ค่อยมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ มีเหตุมีผลอารมณ์ใดเข้ามาก็ไม่สั่นไปตามอารมณ์ ใจนี้มีการหยุดคิด มีการหยุดยั้งมีการสังเกตุสังกา รู้จักโทษ รู้จักคุณ รู้จักความทุกข์ รู้จักความสุขรู้จักการปฏิบัติใจให้เข้าถึงความสุข รู้จักการปฏิบัติอย่างไรที่จะบรรเทาทุกข์อันนี้คือการวินิจฉัย เป็นปัญญาเบื้องต้นปัญญา คือความระมัดระวัง ไม่เหมือนคนที่ไม่ได้ฝึกไม่ได้หัด เมื่ออารมณ์ใดเข้ามาก็ไปกับเค้าเลย ไปกับอารมณ์ทั้งที่มันไม่ใช่เราเขาเป็นอารมณ์ต่างหาก ถ้าใครที่ได้ฝึกได้ดีมั่นคงกิเลสมันไม่ได้เลือกผ้าขาวผ้าเหลือง มันเข้าใกล้ไม่ได้เพราะว่าใจมันสามารถบรรเทาทุกข์ได้อย่างยอดเยี่ยมถ้าใครไม่มีสติกับปัญญามาประกอบมันก็ขยี้เอาเลย จมลงไปสู่กองทุกข์ถูกความขัดเคืองใจเผาผลาญ ถูกความโศกเศร้าโศกาปริเทวนาเผาผลาญใจให้ย่อยยับลงไปพระพุทธองค์สอนให้มีสติสัมปชัญญะ มีปัญญา ทำอย่างไรให้มีสติปัญญาแต่ไม่ใช่ปัญญาไปเถียง ไปคุยว่าเก่ง ปัญญาเพื่อที่จะบรรเทาทุกข์ในใจของตนเองอารมณ์เข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็มาถึงใจ ทำอย่างไรใจจึงจะมีกำลังมีเกาะป้องกันที่จะบรรเทาได้ แต่จะไปห้ามไม่ให้มีไม่ให้เกิดอันนั้นเป็นไปไม่ได้มันเป็นอฐานะ เป็นหลักธรรมชาติของเค้าอยู่อย่างนั้น ดังนั้นเมื่อเราห้ามเค้าไม่ได้ไม่มีใครเป็นเจ้าของ บังคับบัญชาไม่ได้เพราะฉะนั้นจึงให้รักษาใจของเราไม่ให้ไหลไปกับเค้า ทำอย่างไรถึงจะได้ล่ะทีนี้ก็ต้องมีการฝึก ถ้ามีร่างกายอยู่ ดังนั้น ตา หู จมูก ลิ้น กายเขาก็ทำงานของเค้าอยู่ตามธรรมชาติ ตาเค้าก็ถ่ายรูปเรื่อย หูเค้าก็อัดเทปไปเรื่อย ใจก็เป็นตัวรองรับอย่างเดียวถ้าใจไม่มีสติสัมปชัญญะ ปัญญาก็ไม่เกิด ใจก็โง่เขลาเบาปัญญา อะไรเข้ามาก็ทับถมลงไป
เราก็อยู่ด้วยความทุกข์ เกิดแล้วตายเกิดแล้วตาย เป็นทุกข์ไหมล่ะ เมื่อมีความยึด ชาติคือความเกิด แล้วความแก่ เจ็บ ตาย ก็ตามมา ไหลไปในวัฏฏะน้อยใหญ่ หมุนไปสู่ที่สูง ที่ต่ำที่ลุ่ม ที่ดอน ตามวิบากของกรรม การกระทำ ความยึดไว้ถือไว้แห่งภพเกิดไปไม่มีที่สิ้นสุดเป็น คือการหมุนไปแห่งทุกข์ เพราะฉะนั้นการฝึกการหัดความตั้งใจ แม้เราเดินอยู่ ทำงานอยู่ ถ้าเรารู้จักวิธีทำ ทำได้อยู่ตลอดเวลาไม่ใช่ตอนที่มาวัดแล้วถึงจะทำ ฝึกสติสัมปชัญญะรู้ข้างนอก ข้างในบ้างรู้ไปตามสภาวะของความเป็นจริง ไม่ใช่ให้ไปขัดขวางสภาวะนั้นเกิดขึ้นอย่างไรก็รู้ไปอย่างนั้น แต่ตัวแยกแยะมี รู้ไปตามเหตุ แล้วก็วางไม่ให้ไปหยิบเอา เป็นการฝึกใจให้เจริญ ถ้าไม่อย่างนั้นเราก็ไม่สามารถเจริญได้สักทีจะไปบังคับให้อันนั้นไม่มี อันนี้ไม่มี อยากได้แต่สิ่งที่ตัวเองชอบ มันเป็นอัตตาตัวตนเราเขา มันก็ไปไหนไม่ได้เพราะมันเป็นอัตตาอยู่ อัตตาก็ได้รับทุกข์ ชอบใจถึงเอา ถ้าไม่ชอบใจก็ไม่อยากได้มันมีอยู่แต่ไม่อยากได้มันจะไปไหน มันก็มาผ่านหัวใจดวงเดียวนี้แหละไม่ว่าอะไรก็ตาม แร้งบินผ่านมาก็ผ่านใจดวงนี้ มิ่มตัวเล็กๆก็มาผ่านใจดวงนี้ เพราะฉะนั้นอารมณ์ทั้งหลายที่เข้ามาในธาตุสี่อายตนะต่างๆ ก็มาผ่านหัวใจดวงเดียวนี้แหละ จะไม่ให้ผ่านเป็นไปไม่ได้ทางเค้าเดินจะขัดขวางทางเค้า เดี๋ยวเค้าก็เหยียบหัวเอา หัวใจก็ล่มจมไปเพราะฉะนั้นทางเดินก็ปล่อยเค้าไป คอยระมัดระวังเอาเท่านั้นพอ ดูแล้วก็วางเข้าใจไหมล่ะทีนี้ เอ้าใครจะถามอีก แม่ออกถามไหม




ลูกศิษย์ฆราวาส<ญ> : <ฟังไม่ชัด>




พระอาจารย์สุบรรณ์ : อย่าไปสนใจให้เอาแต่ผู้รู้เท่านั้น คำบริกรรม “พุทโธ” เป็นธรรมเบื้องต้นตั้งใจเอาแต่ผู้รู้ ให้มีสติสัมปชัญญะอยู่กับผู้รู้ไม่ต้องหวลมาระลึกถึงพุทโธอีกพุทโธ เป็นคำบริกรรมเฉยๆ เข้าใจไหม

jaidee2011
08-12-2011, 06:25 PM
เคยได้รับซีดีเทศนาของท่านแผ่นนึงครับ สมัยท่านเริ่มตั้งวัดใหม่ๆ ตอนนี้ซีดีก็ยังเก็บไว้ฟังอยู่

ท่านเทศน์อิสานน่าฟังครับ ไม่ทราบว่าท่านมีวัตถุมงคลด้วย

กราบนมัสการพระอาจารย์สุบรรณ์ครับ..

Thaza
08-12-2011, 06:27 PM
ลูกศิษย์ฆราวาส<ญ> : <ฟังไม่ชัด>




พระอาจารย์สุบรรณ์ : อธิบายให้ฟังแล้วมันเข้าใจไหม อธิบายให้ฟัง มันฟังบ้างไหม ถ้าพุทโธมันลืมก็ให้เอาแต่สติอยู่กับผู้รู้เท่านั้นอย่างอื่นปล่อยทิ้งไป เมื่อจิตมันละเอียดมันต้องปล่อยตัวหยาบออกไปถ้าเราย้อนระลึกคืนมาจิตมันก็ถอนออกมา มันเข้าไปไม่ถึงสักที ฟังให้เข้าใจถ้าไม่เข้าก็ถามอีก การภาวนาไม่ใช่ให้ฟังเล่นๆ พูดเล่นๆ แล้วเอาไว้คุยอ้างคนอื่นเฉย ต้องให้เข้าใจจริงๆถ้าคำบริกรรมพุทโธหายไปแล้ว ให้ทิ้งไปเลย อย่าไปสนใจให้เอาสติสัมปชัญญะกับผู้รู้นิ่งอยู่ นิ่งเข้าไป นิ่งเข้าไป ให้มันเด่นไม่ต้องสำเหนียกเอาพุทโธอีก ปล่อยไป เพราะว่าพุทโธมันกลายไปเป็นผู้รู้แล้วอันนั้นท่านว่า พุทโธกลายเป็นผู้รู้ พุทโธคือผู้รู้ ถ้าผู้รู้เด่นก็วางพุทโธ มันจะวางไปเองของมันไม่ต้องไปสำเหนียกเอาคืนมา นิ่งเข้าไปในกาย มันจะเป็นนานหรือไม่นาน ก็ช่างมัน ให้นิ่งอยู่เข้าใจไหมถ้าพูดถึงเรื่องภาวนา มันแรงขึ้น แรงขึ้น ของมันเองนะ <หัวเราะ> เอ้าล่ะแล้หมู่พระเป็นอย่างไรบ้างละหรือมีแต่นอน เห็นแต่พระผู้เฒ่า พระหนุ่มไปไหนหมด เณรน้อยก็ไม่ได้เรื่องได้ราวเดี๋ยวจะไล่ลงภูเสียนี่ พระผู้เฒ่าท่าทางจะดีอยู่แต่พวกพระหนุ่มเณรน้อยยังไม่ได้เรื่องได้ราว ไม่ตนเองหัดตนเอง มันก็ไม่เจริญอยากไปไหนก็ไป อยากอยู่ยังไงก็อยู่ ถ้าไม่ฝึกตนเองต่อไปจะไม่เอาไหนต่อไปก็ไม่มีใครสอนได้ล่ะคราวนี้ หาความเจริญไม่ได้ตอนที่จะต้องฝึกก็ฝึกก็ฝึกตัวเองนั้นแหละ พอตอนเราอยู่ไปได้นั้นแหละจึงจะส่งผลให้ได้รับความเจริญถ้าอยู่ไม่ได้ก็เป็นอานิสงส์ผลบุญของตนเอง แต่ถ้าขี้เกียจเท่าไหร่ยิ่งไม่ดีเป็นตัวอย่างของโยมไม่ได้ ให้เค้ากราบได้สนิทใจก็ค่อยยังชั่วนะถ้าผู้กราบไม่สนิทใจมันไม่ได้เรื่องได้ราวหรอกถ้าเราไม่ได้ฝึกได้หัดอยู่ไปเรื่อยๆมันไม่ได้ ขี้เกียจก็ต้องฝึก โน้น มันจะส่งผลตอนเราอยู่ได้ไปเป็น โน้นหรอกมันจะได้รับความเจริญ ความขี้เกียจมันก็มีแต่กิเลสล้วนๆ แต่หัวใจแท้ ธรรมแท้ มันมีอยู่ อารมณ์ความขี้เกียจ ขัดเคืองใจถ้ารู้ว่าสิ่งใดจะเป็นประโยชน์ต่อตนเองก็สำรวมได้ ไม่ต้องคิดว่าตนเองเป็นผู้น้อยผู้ใหญ่ นึกว่าตัวเองเป็นพระ พระ คือผู้เสียสละ สละความเจริญเข้าสู่ชุมชนพระพุทธเจ้าประกาศศาสนาก็เพื่อจะขนสัตว์โลกออกจากวัฏฏะ เพื่อเอาความเจริญไปสู่หมู่สัตว์ทั้งหลาย ถึงอยู่ไกลขนาดไหนพระพุทธองค์ก็เสด็จไปโปรดเดินไปด้วยพระบาทเปล่า พระ ไม่ใช่ผู้ขี้เกียจ ขี้คร้าน เห็นแก่ตัว มัวแต่รอเขาเอาข้าวเอาน้ำ มาให้ฉัน นอนรอแต่กินเฉยๆ นั้นมีแต่จะลงนรกไปเรื่อยหาความเจริญในจิตใจไม่มี อันนั้นคือความหมายของการเป็นพระครูบาอาจารย์ยังมีอยู่ในเขตสยามประเทศไทยของเรา ก็ค่อยยังชั่วนะ พอที่จะมีที่ถากกิเลส ถ้าไม่มีผู้ที่จะถากช่วยมันไม่หลุดไปหรอกกิเลส บางทีไปกราบครูบาอาจารย์ น้ำตาไหลออกมาเองเลยนะน้ำตาไหลเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะกิเลสเราออก พอเราได้เห็นอรรถเห็นธรรมบ้างแล้วจิตสงบลงบ้างแล้ว ถึงจะคิดถึงคุณของท่าน เมื่อก่อนกิเลสมีแต่บังหัวใจพอจิตเราเบาออกมาบ้าง เห็นอารมณ์ทั้งหลายมาบังไว้ มันมีแต่ของปฏิกูลบดบังหัวใจแต่ใจแท้ๆ มันไม่มีอารมณ์ใดๆเลย ไม่มีมายาใดๆเลย สว่างไสวล้วนๆเลยใจดวงนี้ อาศัยเงาตัวเองเป็นกิเลสมาบัง เป็นม่านเป็นเงาน้อย เงาใหญ่ มันถึงเป็นอัตตาตัวตนขึ้นมา กว่ามันจะผ่านออกไปได้ถึงได้สลดสังเวช ทำให้สงสารผู้อื่น เมตตาผู้อื่น สัตว์อื่นได้ถ้าอย่างนั้นมันจะมาทำท่าสงสารผู้อื่น สัตว์อื่น เป็นไปได้อย่างไร ไม่ใช่เวลาสั้นๆจากเดือนเป็นปี จากปีเป็นหลายปี ต้องใช้เวลาใช้ความอดทน เพื่ออะไรล่ะ ก็เพื่อทำให้ผู้อื่น สัตว์อื่นได้รับความร่มเย็นเป็นสุข ความหนาในหัวใจก็มีกันทุกคน ทุกสัตว์นั้นแหละแต่ว่าต้องอาศัยเวลาก็จะค่อยเจริญไปถ้าใจได้รับความเจริญก็จะคิดถึงคุณของพระพุทธเจ้าประเสริฐแค่ไหนพระสัจธรรมที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายร่มเย็นเป็นสุข ตอนเรายังมืดอย่ไม่รู้เรื่องรู้ราวถ้าใจเข้าไปถึงขันธ์แท้ๆ จริงๆแล้ว มีแต่ศัตรู ศัตรูคือขันธ์ทั้งหลาย ที่ไปยึดเอา
เป็นความหนักหน่วงของหัวใจ อารมณ์ใดมาก็ถ่วงไว้ ถ่วงไว้ ใจเลยหาความสงบไม่ได้ถูกบีบเอา ถ้าไม่ละออก ถากออก เวลาก็เหลือน้อยลง น้อยลง ครูบาอาจารย์ก็ละสังขารไปเรื่อยๆหมดไป หมดไปแล้ว แล้วจะไปอาศัยใครได้ ได้มาฝึกมาหัดข้างนอกอยู่วัดมันก็ไม่ค่อยได้อะไรมาก เพราะอยู่ที่เดิมผู้ที่ได้ฝึกหัดจิตเป็นไปแล้วก็ไม่เป็นอะไรแล้วแต่ผู้ที่ฝึกใหม่ต้องอาศัยป่าเป็นเครื่องหล่อหลอม อาศัยหลักธรรมชาติเป็นเครื่องหล่อหลอมอย่างไม่เอาไหน บางทีวันหนึ่งคืนหนึ่ง จิตอาจสงบรวมลงได้ก็มีเกิดมาแต่ละชาติถ้าจิตรวมได้ แม้ยังไม่ถึงมรรคผลนิพพานก็จะเป็นกำลังที่จะเข้าสู่มรรคสู่ผลได้อย่างง่ายๆกว่าทีจะฝึกจิตให้สงบได้นี่ไม่ง่าย เพราะอารมณ์มันแน่นหนาเหมือนข้าวสารยัดกระสอบถี่ยิบเลยในจิตดวงนี้ กว่าจะมีพลังกำลัง กว่าจะเอาจิตให้อยู่ อารมณ์เบาบางลงจิตจึงจะสงบได้จากอารมณ์ทั้งหลายเป็นของทำได้ยากเพราะฉะนั้นจึงต้องหาเวลามาฝึกหัดขัดเกลาบ้าง เพราะว่าพระป่า ครูบาอาจารย์ที่ไปหล่อหลอมตัวเองอาศัยธรรมชาติช่วย เห็นเหตุเห็นผล เห็นคุณค่าเลิศเลอของป่าดงเป็นเครื่องหล่อหลอมใจได้อย่างยอดเยี่ยม ถ้าไม่อย่างนั้น พระพุทธองค์จะตรัสรู้ในป่าพระสงฆ์สาวกก็อยู่ป่า อยู่ดง เงื้อมผา ป่ารกชัฎ ในสมัยปัจจุบันก็มีหลวงปู่มั่นพาลูกศิษย์ลูกหาบำเพ็ญในป่า ในถ้ำ ในเหว สัญจรจาริกไปสู่ที่ต่างๆเป็นการหล่อหลอมจิตที่พยศให้สงบรวมตัวลงได้ กว่าทีจะพบหลักธรรมชาติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ต้องออกฝึกออกหัด เกิดมาหาอยู่หากินแล้วตายไปเฉยๆมันไม่มีอะไรเลยนะ มีแต่สิ่งหล่อลวงเท่านั้น แม้จะรวยจน ขอทาน เศรษฐี พระราชาก็อันเดียวกัน ไม่มีอะไรที่จะยับยั้ง ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความโศกเศร้าโศกาปริเทวนาได้ นอกเสียจากคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่ได้ประพฤติปฏิบัติแล้วถ้าเพียงแต่ศึกษาเฉยๆ ยับยั้งมันไม่ได้ ไม่เข้าถึงใจต้องได้ประพฤติปฏิบัติให้เต็มที่เต็มกำลัง มันถึงจะยับยั้งและบรรเทาทุกข์ไปเรื่อยๆ จนทุกข์นั้นหมดไปในที่สุด ได้รับความเจริญ ถ้าไม่ได้มาก็หมดโอกาสเวลาในโลกมนุษย์มันน้อยนิดเดียว พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า “มันเท่ากับน้ำค้างบนยอดหญ้าแสงอาทิตย์ส่องมา ก็เหือดแห้งหายไป” หรือคล้าย “คลื่นน้ำของมหาสมุทรซัดเป็นระลอกแล้วระลอกเล่า แตกดับไป” นั้นแหละชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างนั้น ความตายนั้นเข้าใกล้มาเวลาที่เราจะบำเพ็ญจึงเหลือน้อยลง น้อยลง แต่เมื่อเป็นไปแล้ว แม้ตายไปยังไม่ถึงมาเกิดใหม่ก็ไม่นานนะ พิณจารณาต่อได้ เอาละ ไม่มีผู้ถามแล้วมั้ง

Thaza
08-12-2011, 07:10 PM
เคยได้รับซีดีเทศนาของท่านแผ่นนึงครับ สมัยท่านเริ่มตั้งวัดใหม่ๆ ตอนนี้ซีดีก็ยังเก็บไว้ฟังอยู่

ท่านเทศน์อิสานน่าฟังครับ ไม่ทราบว่าท่านมีวัตถุมงคลด้วย

กราบนมัสการพระอาจารย์สุบรรณ์ครับ..


เมืองภูเวียง เวียงเก่า ต้องบอกว่าเป็นเมืองคนดุ ยุคแรกพระของท่านพวกป่าไม้ภูเวียงและพวกหมอธรรมลองยิงกันในวัดเลยนะครับ วัดจึงตั้งเป็นวัดใด้ ปราบพวกมิจฉาทิฐิแล้วท่านเน้นธรรมมะอย่างเดียวเลยครับ หลายท่านเลยไม่ทราบท่านมีวัตถุมงคลด้วย

bell
08-12-2011, 09:36 PM
ยันต์แบบนี้ละครับ ที่ท่านพระอาจารย์สุบรรณ์เมตตาจารให้ผม

Thaza
08-13-2011, 06:07 AM
ยันต์แบบนี้ละครับ ที่ท่านพระอาจารย์สุบรรณ์เมตตาจารให้ผม


ยันต์ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎกมีประสบการณ์นะยุคแรกๆ ท่านจะจารทำเป็นตะกรุดแจกญาติโยม มีหญิงสาวชาวบ้านโคกหนองขามอกหักกระโดนน้ำฆ่าตัวตายรอดตายได้เพราะไปติดที่กอผักตบชะวา แต่ยุคนั้นแทนทีจะดังกับโดนข้อหาเป็นตะกรุดคาถาหมากินความคิด จากบันดาหมอธรรมชะงัน

Thaza
08-13-2011, 05:37 PM
เรื่อง ต้องเข้าไปให้ถึง
เทศน์ในโอกาสอบรม เมื่อวันที่ ๕
พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐



พระลูกศิษย์ : กราบขออุบายจากพระอาจารย์




พระอาจารย์สุบรรณ์ : อุบายอะไรอีกล่ะหรือว่ามันจะไปถึงดวงดาวแล้ว




พระลูกศิษย์ : กระผมขอกราบถามว่า จะทำอย่างไรดี
เพราะจิตผู้รู้ก็รู้อยู่ เห็นอยู่ แต่ตอนที่จะเข้าไปดูข้างในว่ามันสะสมอะไรไว้บ้าง
เข้าไปดูไม่ได้สักทีครับ




พระอาจารย์สุบรรณ์ : กำลังตรงนี้มันต้องได้อัปนาสมาธิ ต้องเข้าอัปนาสมาธิ สติมันน้อย มันต้องนิ่ง คือความนิ่งอาการมากระทบก็ช่างมันต้องนิ่ง จับผู้รู้ นิ่งลง นิ่งลงเหมือนกันกับลักษณะที่เราลงไปในบ่อลึก แต่ให้มีสติมั่นคงที่สุด ไม่ต้องกังวลกับกายไม่ต้องกังวลกับอารมณ์ที่มากระทบ แม้จะยุบยิบ ยุบยิบ เหมือนแมงหิ่งห้อยไม่ต้องกังวลว่าอันนี้เรายังไม่ได้พิจารณา อันนั้นเรายังไม่ได้พิจารณาปล่อยมันไว้เสียก่อน ไม่ต้องเอา นี่แหละครูบาอาจารย์ หลวงปู่มั่นท่านถึงได้ไล่ลูกศิษย์ไปในที่เสือดุ ผีดุ ก็เพราะเหตุนี้มันเอาไม่ได้กำลังมันน้อยพิจารณาก็ไม่ได้เรื่องไม่ได้ราว มันเลือนลางไม่ได้ด้วยเหตุด้วยผล มันก็มางมแต่อันเก่านี้แหละกำหนดนิ่งลงไป นิ่งลงไป ตัดลงไปเลยไม่ต้องเสียดายว่าอันนั้น อันนี้ยังไม่ได้พิจารณา มันพิจารณามาหมดแล้ว แต่ยังวางไม่ได้ มันวางไม่ได้เพราะไม่เข้าใจไม่ชัดเจน เพราะว่ากำลังมันไม่ถึง ปล่อยมันลงไปเลย สิ่งไหนมาขวางก็นิ่ง ตัดลงไปตัดลงไป สุดท้ายจริงๆนั้น คือกังขาวิตรณสุทธิ ความลังเลสงสัย ว่าลึกละเอียดปราณีตว่ามันจะลงไปอย่างไร ไม่ต้องสนใจ กังขาวิตรณสุทธิขาดสะบั้นไปล่ะทีนี้ ไม่ต้องไปสนใจว่าจะตายหรือเป็นทิ้งไปต่อหน้าต่อตาร่างกายนี่ ถ้าร่างกายมันดับไป ตัวนี้ก็ดับเท่านั้นแหละแต่ถ้าสติสัมปชัญญะมันมั่นคงนั้น มันไม่เป็นเหมือนอีกอย่างนะเหมือนทีท่านว่าจิตรวมนั้น บางคนรวมเก้าครั้งสิบครั้งก็ยังไม่ถึงมรรค ก็เพราะอะไรบางคนรวมลงครั้งเดียว เข้าถึงมรรคได้เลย เป็นเพราะอะไรก็เพราะสติสัมปชัญญะแก่กล้าพร้อมบริบูรณ์ สติสัมปชัญญะมั่นคงเด็ดเดี่ยวที่สุดนิ่งลง นิ่งลง จะเป็นจะตายก็วางไปเลยร่างกาย เพราะฉะนั้นสติสัมปชัญญะนั้นเป็นหนทางจะเดินเข้ามรรคได้ ถ้าสติสัมปชัญญะอ่อนก็จะไปติดความสุข ไปติดอารมณ์สว่างไสว ลงไปไม่ได้ไปติดนิมิต ติดความลังเลสงสัย ก็เพราะสติมันอ่อน เพราะสติอ่อนมันเลยเบา อารมณ์ไหนมากระทบสิ่งที่น่ากลัวผ่านมาก็กลัว สิ่งใดเป็นกังวลก็กังวล สติสัมปชัญญะมันอ่อนเข้าไปไม่ถึง นิ่งลงไป นิ่งลงไป เหมือนลงไปในบ่อ แม้จะลึกขนาดไหน แม้จะกลัวตายจะเสลือกสล้นปล่อยทิ้งเลย นิ่งอย่างเดียว นิ่งลง นิ่งลง ก็ถึงเท่านั้นแหละเข้าถึงกำลังใหญ่ ถ้าลงไปด้วยสติสัมปชัญญะ มันจะรู้ทั้งหมดเลย รู้ รู้ รู้ ผู้รู้ที่ได้สัมผัสสัมพันธ์ผ่านมันจะรู้ เข้าใจอย่างรวดเร็วพูดออกมาเป็นภาษามนุษย์ไม่ได้หรอก ปฎิจจสมุปบาทก็ผุดขึ้น ธรรมเกิดกันเป็นลูกโซ่สืบต่อเนื่องกัน เกิดขึ้นคล้องกันไปแล้วก็ดับ เป็นหลักธรรมชาติ แต่ใจเป็นอันหนึ่งอันนั้นเป็นอันหนึ่ง คนละอย่างกับขันธ์เข้าถึงมรรค พระพุทธเจ้ามีหรือไม่มีก็รู้แล้วล่ะทีนี้ทำไมถึงรู้จัก ก็เพราะว่า “ธรรมอันนี้พระพุทธเจ้าทรงกล่าวขึ้นมาประทานโอวาทไว้” ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ทรงรู้แล้วจะประทานโอวาทได้อย่างไร ธรรมที่เป็นธรรมชาติไม่มีใครปรุงแต่งไว้ใจก็เป็นอันหนึ่ง อันนั้นเป็นอีกอันหนึ่ง คนละอันกันเลยเมื่อก่อนว่าเป็นอันเดียวกัน เห็นได้ชัดเจนอย่างนั้น มันถึงจะเข้าใจ โอ้ท่านถึงกล่าวว่า “ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต” นั้นมันเป็นอย่างนั้นมันไม่ใช่เห็นเป็นหน้าตาอย่างนั้นอย่างนี้ อันนั้นมันเป็นนิมิตหรอก มันไม่ใช่ธรรมอันนั้นมันเป็นขันธ์ อันนี้มันไปรู้ขันธ์ ขันธ์เป็นหลักธรรมชาติของขันธ์มันคนละเรื่องกัน ที่เค้าเห็นนิมิตเป็นครูบาอาจารย์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์หลวงปู่นั้น หลวงปู่นี่ มาเทศน์ให้ฟัง เป็นพระพุทธเจ้ามาเทศน์ให้ฟังอันนั้นมันเป็นนิมิต สติมันน้อย สติมันอ่อน สมาธิอ่อน มันก็เกิดนิมิตถ้านิมิตในวิบากกรรมดี มันก็ผุดมาในเรื่องดี ถ้าไปเชื่อว่ามันเป็นของจริงอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าเกิดนิมิตเกี่ยวกับกรรมไม่ดีมา เช่น เป็นผี จะมาฆ่าหรือเป็นเสือเป็นช้าง จะมากิน จะเป็นอย่างไรล่ะทีนี้ มันก็กลัวใช่ไหม เป็นบ้าเพราะตอนนั้นสติมันน้อย ปัญญามันน้อย ใจเลยไม่มั่นคง ถ้าเป็นสมัยพุทธกาลมีพราหมณ์ไปถามพระพุทธองค์ว่า “ข้าพระองค์ผู้เจริญ เหตุใดพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ในพระธรรมพระวินัย ทำไมถึง เป็นบ้าใบ้ เสียจิต วิปริตก็มีเยอะ ” พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า“เพราะเหตุว่ารักษาพระอัปนาสมาธิไว้ไม่มั่นคง”สติมันน้อย สติไม่หนักแน่น รักษาพระอัปนาสมาธิไว้ไม่ได้ ใจไม่หนักแน่นเมื่ออารมณ์หรือวิบากกรรมมากระทบก็หวั่นไหว เช่น ถ้าเป็นผี เป็นช้าง เป็นเสือ จะมาฆ่าก็วิ่งหนี สะดุ้งกลัวจิตแตกกระเจิดกระเจิง ต้องให้มันมั่นคงเด็ดเดี่ยว เป็นหนึ่งไม่มีสองเอาผู้รู้ไว้อย่างเดียว อันอื่นเป็นอารมณ์ อย่างอื่นมันเคยพิจารณามาแล้วมันไม่ได้เรื่องได้ราวไม่ต้องไปพิจารณามัน เอาแต่ผู้รู้นิ่งลง ใจดวงนี้ มันมีเท่านั้นเองนะที่จะลงไปถึงนอกจากนี้แล้วมันก็คลำกันไป คลำหน้าคลำหลังอยู่นั้นแหละ สงสัยอันนั้นสงสัยอันนี้ ไปหาองค์นั้นท่านก็ว่าอย่างนี้ ไปหาองค์นี้ท่านก็ว่าอย่างนั้นแต่ทั้งหมดมันอยู่ที่เรา มันทำไปไม่ถึง ไม่ได้ ไม่เป็น มันก็เข้าไม่ถึง ไม่เข้าใจ
ครูบาอาจารย์ท่านก็แนะนำ แต่เรามันทำไม่ถึง ก็สงสัยอยู่นั้นแหละ มันเป็นไปได้ยากมันก็เกี่ยวกับบุญบารมีเก่าด้วยแต่ความตั้งใจดี เอาสติสัมปชัญญะเป็นหลักเลย เกิดอะไรขึ้นมาก็ให้มันรู้อยู่ในนั้น ถ้ามีสติสัมปชัญญะก็ไม่มีอะไรหนีจากใจไปได้ถ้าสติสัมปชัญญะดี รักษาใจไว้ ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์ มาผ่านใจทั้งหมดนั้นแหละ

tom-yimgame
08-13-2011, 06:03 PM
ผมอ่านไปขนลุกไปเกิดปิติในธรรมคำสอนของท่าน
ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆครับสาธุลูกขอกราบท่านพระอาจารย์[fu8iy]

Thaza
08-13-2011, 07:17 PM
ผมอ่านไปขนลุกไปเกิดปิติในธรรมคำสอนของท่าน
ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆครับสาธุลูกขอกราบท่านพระอาจารย์[fu8iy]


แค่คนเดียวมาอ่านผมก็ดีใจแล้ว... สาธุครับ

Thaza
08-14-2011, 05:37 PM
พระลูกศิษย์ : ถ้าลงไปไม่ถึงอัปนาสมาธิจะพิจารณาแบบพระอาจารย์พูดไม่ได้เลย ใช่ไหมครับ




พระอาจารย์สุบรรณ์ : มันจะต้องลงไปถึงทุกคนเรื่องที่ว่าจะเข้าถึงมรรคได้ ถ้าไม่ได้ตรงนี้มันจะเข้าไปไม่ถึง เพราะอันนี้คือหัวใจ เมื่อผู้รู้ถูกกิเลสบังคับไว้ เป็นเงา คือเจตสิกของจิตแฝงไว้ ถ้าเราเข้าไปไม่ถึง แต่สำหรับผู้ที่เข้าใจง่าย เป็นง่าย นั้นก็มีแล้วทำไมถึงว่าต้องได้กำลังอันนี้ก่อน ก็เพราะท่านเหล่านั้นได้มาในชาติก่อนแล้วท่านทำมาหลายภพหลายชาติแล้ว มันเป็นอุปนิสัยแล้ว มันก็ได้ง่ายล่ะซิ เข้าใจเข้าถึง คำว่า “รู้” ท่านว่า “ตาในมันเกิด” ตาในมันไม่ใช่ตานอกมันไม่ใช่นิมิตนะตาในตาปัญญา สิ่งที่มากระทบ จะหยาบ จะละเอียดปราณีตเท่าไหร่มันก็รู้ทัน กลมายา ที่มันเป็นนิมิตอันนั้นมันขาดสติไปแล้ว
มันเร็วเท่าเส้นยาแดงเดียว นิมิตมันไม่ใช่การหลับ ก็นั่งอยู่อย่างนี้แหละก็ลืมตาอยู่อย่างนี้แหละ ขาดสติเพียงแว๊บเดียวแต่เราไม่รู้ว่าเราขาดสติมันเกิดขึ้นมาต่อหน้า มันคล้ายที่เรานั่งอยู่กลางวันสว่างๆอันนั้นมันชัดเจนกว่านั้นอีก เพราะว่ามันมีวงเดียว และสนใจอันเดียว จดจ่ออันเดียวมันใกล้ที่สุด เร็วที่สุด นั้นเรียกว่า นิมิตขันธ์ มันก็เป็นได้ทุกคน แต่ผู้มีอุปนิสัยบำเพ็ญมาหลายชาติก็เข้าใจได้เร็ว ผ่านได้เร็ว แต่ที่ว่าไม่ได้กำลังใหญ่เลยนั้นก็เพราะมันเข้าไปไม่ถึง หรือที่เรียกว่า “ฐีติภูตังญานทัสนะ” ฐีติภูตัง คือใจดั้งเดิม แต่ท่านที่อ่าน ฟัง คิดแล้วเข้าใจได้ง่าย อันนั้นเป็นอุปนิสัยที่ได้สร้างมาหลายภพหลายชาติแล้วมันก็ผุดขึ้นเฉพาะหน้าได้ มันไม่ใช่ว่าองค์นั้นทำไมทำง่ายจัง องค์นี้ทำไมทำยากจังไปทำกับองค์ที่ท่านทำง่ายดีกว่า มันก็ไม่ใช่อย่างนั้น มันก็เข้าไปที่เดียวกัน บางองค์ที่ท่านทำง่ายนั้นท่านทำมาหลายภพหลายชาติแล้ว มันเป็นไปเองตามอุปนิสัยแล้ว เมื่อเกิดมาชาตินี้ แล้วมาได้ยินได้ฟังเป็นจังหวะธรรมในอดีตชาตินั้นผุดขึ้นมา มันเป็นวิบากกรรมเก่า วิบากกรรมดีปัจจุบันก็ตั้ง มันก็รับกัน มันก็ลงด้วยกันพอดี มันก็ได้เห็นขึ้นมาอย่างเรานั้นจะเคยได้ทำมาบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ ทำตามจริต ตัวอย่างเช่น พระมหาปันถก(พี่ชาย) ท่านเป็นพระอรหันต์ส่วนพระจุลปันถก(น้องชาย)ยังไม่ได้สำเร็จ ท่านสอนให้พระจุลปันถกท่องคำบริกรรมบทพยางค์เดียวก็ยังจำไม่ได้จิตก็ไม่เป็นไป วันนั้นหมอชีวกนิมนต์พระสงฆ์ไปฉันที่บ้านพระผู้เป็นพี่ชายท่านเป็นผู้ที่จัดพระสงฆ์ไปฉัน ก็เลยไม่ได้จัดให้พระจุลปันถกผู้น้องชายไปฉันอาหารกับพระสงฆ์รูปอื่น เพราะยังท่องคำบริกรรมที่ให้ไว้ไม่ได้พระจุลปันถกท่านก็น้อยใจนะ เพราะตอนนั้นท่านเป็นปุถุชนอยู่เดินร้องไห้จะไปสึกจากการเป็นพระสงฆ์ เดินผ่านไปบริเวณกุฎีของพระพุทธองค์




พระพุทธองค์ทรงตรัสถามว่า “จุลปันถกเธอจะไปไหนรึ ”
พระจุลปันถกก็ตอบพระองค์ว่า “จะไปสึกจากการเป็นภิกษุพระเจ้าข้า”
พระพุทธองค์ทรงตรัสถามต่อว่า “เธอจะไปสึกทำไม”
พระจุลปันถกก็ตอบพระองค์ว่า “พระมหาปันถกผู้เป็นพี่ชาย ท่านไม่ได้จัดให้ไปฉันอาหารในเช้าวันนี้ที่บ้านหมอชีวกพร้อมพระภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุว่า ข้าพระพุทธเจ้าท่องคำบริกรรมที่พระมหาปันถกะมอบให้ไม่ได้พระเจ้าข้า ”
พระพุทธองค์ทรงตรัสถามต่อว่า “เธอบวชมาเพื่อใครล่ะจุลปันถก”
พระจุลปันถก ก็ตอบพระองค์ว่า “ข้าพระพุทธเจ้า บวชเพื่อพระพุทธองค์พระเจ้าข้า”
พระพุทธองค์ทรงตรัสต่อว่า “ถ้าเธอบวชมาเพื่อเราจงมาหาเราเถิด”
พระจุลปันถก จึงเดินเข้าไปกราบพระพุทธเจ้าและพระพุทธเจ้าก็ทรงมอบผ้าขาวให้ผืนหนึ่ง แล้วตรัสสั่งว่า “เธอจงเอาไปกำ แล้วกวาดลานวัดไปนะ ” เมื่อพระพุทธเจ้ามอบผ้าให้แล้วพระองค์ก็เสด็จไปฉันอาหารที่บ้านหมอชีวกพร้อมด้วยพระภิกษุทั้งหลายเหลือแต่พระจุลปันถก เพียงรูปเดียวที่ไม่ได้ไป พระจลปันถกท่านก็กวาดลานวัดไป พร้อมกำผ้าขาวที่พระพุทธองค์มอบให้ไว้พอกวาดไปได้พักใหญ่ ท่านก็เริ่มเหนื่อย เหงื่อก็เริ่มออกมือที่ท่านกำผ้าขาวไว้ก็เหงื่อออกท่านจึงเอาผ้าขาวมาดู ปรากฎว่าผ้าที่เคยขาวสะอาด กลายเป็นผ้าดำสกปรก ทันใดนั้น อุปนิสัยเก่าที่เคยได้บำเพ็ญมาในอดีตชาติ พรึ๊บขึ้นมาเลยว่า “ผ้าที่พระพุทธองค์มอบให้เราเมื่อสักพักนี้ เราเอามากำแล้วกวาดลานวัดพักเดียว ผ้าที่เคยขาวสะอาดกลับกลายเป็นผ้าดำสกปรกแล้วหรือนี่ โอ้..ร่างกายของเรานี้มันช่างสกปรกถึงปานนี้เชียวหรือ แม้ผ้าที่พระพุทธองค์มอบให้นั้น ยังเศร้าหมองถึงเพียงนี้ ” ท่านพิจารณาเพียงเท่านี้จิตท่านรวมลงตัดสมุจเฉทประหาร เพียงแค่ยืนอยู่ที่นั้นเอง ตัดสมุจเฉทประหาร ตัดกิเลสอาสวะได้ฉับพลันปฏิสัมภิทาญาณเกิดขึ้นสำเร็จเป็นพระอรหันต์พร้อมด้วยฤทธิ์ เพียงแค่กำใบมะขามแล้วว่านลงไปกลายเป็นตัวท่านเอง กวาดลานวัดเต็มไปหมดขณะนั้นพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ ไปฉันอาหารที่บ้านหมอชีวกหมอชีวกได้ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “ข้าพระองค์ผู้เจริญพระภิกษุในวัดมีเพียงเท่านี้หรือ พระเจ้าข้า ” พระพุทธองค์ทรงตรัสตอบว่า “ยังไม่หมดยังเหลืออยู่อีกรูปหนึ่ง ”

หมอชีวกก็เลยให้คนรับใช้ไปนิมนต์มาฉันอาหารด้วยพอคนรับใช้ไปถึงที่วัดเท่านั้นแหละต้องตกใจเพราะเห็นพระภิกษุกวาดลานวัดอยู่เต็มไปหมด เลยไม่รู้ว่าจะนิมนต์รูปใดเลยวิ่งกลับมากราบทูลพระพุทธเจ้าว่า พบพระภิกษุกวาดลานวัดอยู่เต็มวัดเลยพระพุทธองค์ทรงให้กลับไปใหม่ แล้วให้เรียกชื่อพระจุลปันถก คนใช้ก็กลับไปอีกแล้วร้องเรียกชื่อพระจุลปันถกพอไปถึงก็ถามว่าพระภิกษุรูปใดคือพระจุลปันถกปรากฎว่าพระภิกษุทั้งหมดขานรับว่าตนเองเป็นพระจุลปันถกพร้อมกันเลย คนใช้ก็ต้องวิ่งกลับมาอีกครั้ง แล้วทูลเรื่องราวทั้งหมดให้พระพุทธเจ้าทราบพระพุทธองค์ก็เลยแนะนำว่า ไปถึงให้จับที่ชายจีวรพระภิกษุที่เห็นเป็นรูปแรกแล้วเรียกชื่อของพระจุลปันถก แล้วบอกว่าพระศาสดาตรัสเรียกท่าน คนรับใช้ก็ต้องกลับไปอีกแล้วทำตามที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำทันใดนั้นพระภิกษุจุลปันถกรูปอื่นก็หายไปหมดจึงได้นิมนต์พระจุลปันถกมาฉันอาหารในเช้าวันนั้นก็เป็นพระจุลปันถกนี้แหละที่ท่านเป็นผู้กล่าวธรรมกถาอนุโมทนาภัตร

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นก็เพราะอดีตชาติในชาติหนึ่งของพระจุลปันถกนั้น ท่านเคยเป็นพระราชาในสมัยนั้นพระราชาเสด็จประพาสป่า เมื่อจะเข้าเมืองจะต้องขี่ช้างเวียนพระนครสามรอบแต่กว่าจะถึงสามรอบนั้นมันก็ร้อนนะซิ ยิ่งขี่บนหลังช้างอีก ทีนี้เหงื่อก็ออกก็เลยเอาผ้าขาวมาเช็ดหน้า พอเช็ดเสร็จก็เอาผ้ามาดู ก็ตกใจ โอ้ ตัวเรามันสกปรกขนาดนี้เชียวหรือขนาดผ้าที่ขาวสะอาดมาเช็ดถูกร่างกาย ยังเศร้าหมองสกปรก พิจารณาบนหลังช้างจิตท่านรวมลงเป็นอัปนาสมาธิเลยนะ การที่พิจารณาแล้วจิตรวมลงนี่อานิสงส์ของปัญญามันมากมาย ถึงขนาดให้ผลข้ามภพข้ามชาติเลยนะนั้นอานิสงส์ในชาตินั้นแหละให้ผล ท่านเคยสร้างนิสัยไว้แบบนั้นจะให้ไปพิจารณาอย่างอื่นเช่น บริกรรมพุทโธ ดูลมหายใจ มันไม่เข้าใจจิตท่านมันไม่เป็นไป เพราะไม่เป็นบุญเก่า นี่แหละท่านถึงเรียกว่า อุปนิสัยหรือปฏิปทา อันนี้เพียงแค่กำผ้าขาวเพียงผืนเดียว ปัญญาท่านถึงได้พุ่งขึ้นมาเลย พิจารณาความสกปรก ความเศร้าหมองของร่างกาย เพียงแค่นี้ก็สำเร็จก็เพราะเหตุอะไร ก็เพราะอัปนาสมาธิท่านสร้างไว้แล้ว กำลังมันพอแล้วท่านถึงว่าวิบากกรรมเก่า วิบากกรรมดี ไม่ใช่ว่าอาจารย์นั้นภาวนาง่ายจะไปเรียนกับท่านดีกว่าอาจารย์นี้ภาวนายากเราไม่อยากเรียนด้วย เพราะกลัวลำบาก ถ้าจะพูดถึงความลำบากนั้นพระพุทธองค์ท่านทรงประเสริฐขนาดไหน ยังต้องสลบไปเลยนะในการบำเพ็ญหรือประวัติสมัยครั้งพุทธกาลก็มี เช่น พระจักขุปาลเถระ นี่ท่านยืน เดิน นั่งไม่ยอมนอน ในการบำเพ็ญจนท่านต้องตาบอดเลยนะ แต่ท่านก็สำเร็จนะ หรือพระอรหันต์บางรูปท่านเดินจงกลมจนตีนแตกเลือดไหล ความเพียรกล้าก็ได้สำเร็จประโยชน์ แต่บางองค์ที่ง่ายก็มี เช่น สังกิจจะสามเณร แค่โกนผมก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์เลยนะเพียงแค่พิจารณาเกศาที่ตกสู่พื้นดิน เป็นพระอรหันต์ตั้งแต่เป็นเณร ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เราลองไปทำอย่างท่านดูซิให้พิจารณาจนลิ้นออกก็ยังไม่เป็น ก็เพราะอุปนิสัยเราไม่ได้สร้างไว้ หรือว่าจะได้สร้างมากน้อยก็ไม่รู้แต่ว่าไม่ว่าจะยากหรือง่ายขอให้มีสติสัมปชัญญะดำเนินจิตให้มั่นคงสงบหรือไม่สงบก็ช่าง เห็นหรือไม่เห็นก็ตาม ตั้งสติสัมปชัญญะกำกับผู้รู้มีสติกับผู้รู้ ให้รู้จักร้อน รู้เย็น รู้หนาว รู้ทุกข์ รู้สุข สิ่งที่มากระทบกายมากระทบจิต รู้ว่ามันเป็นอารมณ์อย่าไปยึด มันเป็นสมุทัยควรที่จะวางควรที่จะละ ทุกข์นั้นควรที่จะพิจารณาเพราะมันบังคับบัญชาไม่ได้ วางเข็มทิศไว้แล้วก็เดินเลย รวมหรือไม่รวมได้หรือไม่ได้ เป็นหรือไม่เป็น ก็ช่างมัน ถ้าอุปนิสัยเดิม บารมีเก่ามีมันก็จะมาเพิ่มใส่กันเอง ถ้าจะไปรออันนั้นง่ายอันนั้นยาก ก็มัวแต่คิดเอาเท่านั้นไปไม่ถึงไหนหรอก อันนี้ก็สงสัย อันนั้นก็สงสัย ก็ไอ้ความสงสัยนั้นแหละสังขาร ถ้ารู้จักว่าสังขารไม่เที่ยงตัวนี้แหละ ที่จะขาดออกจากกัน กังขาวิตรณสุทธิ ตัวนี้แหละ พิจารณาอะไรก็พิจารณาแล้ว ฟังก็ฟังมาแล้ว มันยังไม่เป็นไปถ้ากำปั้นทุบลงบนดินก็ต้องโดนดินแน่นอน ให้ตั้งใจเอา

ตอนผมบำเพ็ญใหม่ๆก็ไม่มีใครมาบอกหรอกนะ ถ้าขัดข้องก็เข้าหาครูบาอาจารย์ ก็ไปถามแต่ข้อสงสัย ถามแล้วก็ไปบำเพ็ญเอาเลยอยู่กับท่านทีละสิบวันบ้าง สิบห้าวันบ้าง จากนั้นก็ไปเลยตอนจะเป็นบ้าก็แก้ไขตัวเอง ถ้าแก้ไม่ได้ก็ต้องผูกโซ่ มันก็จะเป็นบ้าจริงๆนะตอนนั้นแต่ก็แก้ไขได้ เพราะความรอบครอบในจิต ต้องมีช่องออก ถึงแม้หนามไผ่จะหนาเพียงใดก็ตาม มันก็ต้องมีช่องอยู่นั้นแหละเพียงแต่มีความพยายาม มีความสังเกต มีความรอบครอบ มีสติรักษาใจให้มั่นไม่มีอะไรจะหนีจากใจไปได้หรอก แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ผ่านที่ใจนี้ทั้งหมดถ้าสติสัมปชัญญะตั้งมั่นอยู่กับใจนั้นจะรู้หมดเลย อย่าคิดว่าปัญญาจะไม่เกิด ถ้าขาดสติเผลอเลอนั้นก็เป็นกิเลสหมดเลยธรรมก็เป็นกิเลส ทำไมถึงว่าเป็นกิเลส ก็เพราะมันหลงนั้นแหละ แต่ถ้ารู้ก็เป็นธรรมทั้งที่มันอยู่ด้วยกันตั้งแต่ไหนต่อไหนมาแล้วธาตุสี่ขันธ์ห้านี่ตอนพระอริยะเจ้าพิจารณาทำไมเป็นธรรม แต่ตอนปุถุชนพิจารณาทำไมเป็นกิเลส มันก็อันเดียวกันนั้นแหละคนหนึ่งพิจารณาแล้ววางได้ แต่อีกคนพิจารณาแล้ววางไม่ได้ ยิ่งยึดยิ่งทุกข์ เพราะจิตมันยังไม่มีกำลัง อินทรีย์ยังไม่แก่กล้าไม่เข้าใจ แต่ความพยายาม ความวิริยะ ความพากเพียรจะทำให้พ้นทุกข์ได้ “วิริเยนะทุกขมัจเจติ” ความพากเพียรความพยายามบากบั้น ฝึกสติสัมปชัญญะ จดจ้อง สอดส่องด้วยความแยบคายจิต ไม่ถอด ไม่ท้อ ไม่ถอย ได้หรือไม่ได้ เป็นหรือไม่เป็น ก็ช่างมันลุยมันไปเลย ดินอยู่ตรงนี้ขุดมันลงไปเลย น้ำมันก็ต้องอยู่ในดินนี้แหละถึงจะหล่นมาจากบนฟ้าก็ตาม ขุดมันลงไป จะลึกหรือตื้น มันก็ต้องมีน้ำอยู่ บางทีก็ลึกบางทีก็ตื้น ธรรมก็เหมือนกันนะ ถ้ามีสติสัมปชัญญะในกายนี้เห็นหมด รู้หมด ตื้น ลึกหนาบาง ก็แล้วแต่จะพิจารณาใคร่ครวญได้ อย่างอื่นอย่าไปเอาฝึกเอาแต่สติดูซิมันจะไปไหน พระพุทธองค์ทรงทำนายไว้ว่า มีธรรมบทเดียวทีว่าบุคคลที่จะเดินไปสู่มรรคผลนิพพานได้ในชาติเดียว เมื่อบำเพ็ญสติปัฏฐานสี่ ให้มั่นคงให้แกล้วกล้า ดุจล้อรถให้เป็น “ภาวิตายะพะหุลีกะตายะ” ทำให้มากเจริญให้มากดุจล้อรถย่อมเข้าถึงนิพพานได้ในชาติเดียว พอได้ฟังธรรมบทนี้แล้ววิธีใดก็ทำมาแล้วแต่มันไม่เป็นไป สงบก็สงบมาแล้ว อะไรก็ทำมาแล้ว ตอนเสื่อมก็เสื่อมตอนเจริญก็เจริญ ตอนหลงก็หลง อ้าวล่ะทิ้งให้หมดทุกอย่าง ไม่เอาอะไรสักอย่าง เอาแต่สติอย่างเดียวเท่านั้นเอาสติรักษาใจไว้เท่านั้น อันอื่นมันมาผ่านใจทั้งหมด มันเลยไม่ได้สงสัยหลายอย่างเอาอันเดียวเท่านี้แหละ มันเลยง่ายไปหมดทุกอย่าง แต่ก่อนไปคลำข้างหน้าคลำข้างหลังจะเอาอันโน้น จะเอาอันนี้ คนนั้นว่าวิธีนั้น คนโน้นว่าวิธีนี้ มันบ้าตายมันเลยเหนื่อย คลำปลานอกแหเลยเหนื่อยจนจะตาย เอาแค่นี้แหละ อย่าเอามาก ถ้าจะเอามันมั่ว ผมนั้นเคยทำมาแล้ว ขอให้มีสติอยู่กับใจเท่านั้นพออย่างอื่นมาผ่านตรงนี้ทั้งหมด ถ้าสติสัมปชัญญะแก่กล้าเสียแล้วใจมันมั่นคง สติสัมปชัญญะจะแก่กล้าไปเป็นธัมมวิจยะการสอดส่องในธรรมอยู่เนื่องๆ มันจะไหลไปเองมันนะ ถ้าหล่อหลอมไว้อย่าไปสนใจมันไม่มีอะไรที่ไม่ผ่านใจ ถ้ามีสติอยู่ ความที่ไม่คิด ไม่ปรุง ไม่แต่งมันก็คือ อุเบกขาเวทนา ดังนั้นเฉยๆก็ให้รู้ ทุกข์ก็ให้รู้ สุขก็ให้รู้ นี่คือสติสัมปชัญญะ มันจะเข้าใจเอง อย่างอื่นมันวุ่นวายคว้าอันนั้น คว้าอันนี้ อยู่นั้นแหละ เดี๋ยวว่าอันนั้นก็ดี อันนี้ก็ดี จะพิจารณาอันนั้น จะพิจารณาอันนี้เป็นอยู่แค่นั้น แต่ถ้ามันตั้งมั่นเสียแล้ว ไม่ต้องไปไล่หาให้มันเหนื่อยหรอกมันผุดขึ้นในใจดวงเดียวนั้นแหละ ทั้งหยาบ กลาง ละเอียด เข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้นก็เข้ามาที่ใจอันเดียวนี้แหละ แต่ถ้าสติสัมปชัญญะไม่มีก็หลงหมดเลย ถ้าสติสัมปชัญญะดีก็รู้หมดมันไม่ได้ยากเลยนะการภาวนามันง่ายมากๆ

Thaza
08-17-2011, 02:48 PM
ลูกศิษย์ฆราวาส <ช> : ถ้ามันเฉยนานๆล่ะครับ


พระอาจารย์สุบรรณ์ : เราจะไปบังคับบัญชามันได้อย่างไรนานหรือไม่นานก็ช่างมันซิ รู้ให้มี สติรู้สิ่งทั้งหลายจะอยู่นานหรือไม่นานก็แล้วแต่เหตุของมัน เหตุของมันจะเป็นอย่างไรจะไปบังคับบัญชามันได้อย่างไร จะไปบังคับอย่าอยู่นานนะ หรือให้อยู่นานๆนะมันบังคับบัญชาไม่ได้ ถึงเวลามันไปเอง ถึงเราจะวางมันได้แต่มันยังไม่ดับก็มี แม้จะวางไม่ได้อยากเอาไว้มันก็ไม่อยู่ถ้าถึงเวลามัน เข้าใจหรือเปล่า หมายความว่า ถ้าเราวางได้แล้วมันก็มีอยู่เหมือนเดิม ถึงจะวางไม่ได้มันก็มีอยู่เหมือนเดิม มันเป็นขันธ์ เช่นเกิดความสุขอยากให้อยู่นานๆ อย่าเพิ่งจากไป ถึงเวลาหมดโอกาส หมายถึง “เหตุ ปัจจะโย” เหตุมีแค่ไหน ผลก็มีเท่านั้น มันก็ดับไป อันอื่นก็เกิดขึ้นมาอีก ท่านถึงว่า “สัพเพ ธัมมาอนัตตา” แม้ธรรมทั้งหลายก็ไม่เที่ยงมันเป็นอนัตตา มันบังคับบัญชาไม่ได้ ธรรมทั้งหลายมันไม่ใช่ใจแต่ก็ต้องอาศัยธรรมนี่แหละเป็นเครื่องล้าง แต่ก่อนเราหลงว่าเป็นอัตตาเป็นของเราของเขา ก็เลยเกิดความโลภ โกรธ หลง แต่พอเรามารู้แล้วว่า มันเป็นอนัตตา มันเป็นเครื่องล้างกันก็อันเดียวกันนั้นแหละ อันเก่านั้นแหละ มันก็เลยเป็นอโลโก เป็นความรู้ขึ้นมา

พระลูกศิษย์ : เกิด-ดับ ก็รู้อยู่แต่ทำไมปัญชาถึงไม่ชี้ชัดลงไปว่ามันคืออนิจจัง




พระอาจารย์สุบรรณ์ : มันยังเข้าไปไม่ถึงมันบ้วนออกมาแล้ว เราถึงมาเห็น เรายังเข้าไปไม่ถึงรังของมัน มันก็เลยบังเราไว้หัวใจของเราก็ถูกมันบังอยู่ เหมือนกับคนที่มี กำลังเท่ากันมาชกกันเค้าก็ชกเราไม่ได้ เราก็ชกเค้าไม่ได้ เพียงแต่ดันกัน เอาไว้เฉยๆต้องอาศัยกำลังที่มากกว่า ที่ว่ามีสติรู้ทันว่า เกิด-ดับ อันนั้นมัน ยังไม่ตัดสิน มันจะตัดสินได้อย่างไร เมื่อกำลังมันเท่ากันมันยังไม่ ตัดสินให้แพ้ให้ชนะได้เหมือนนักมวยที่ขึ้นชกกัน ไม่มีคนแพ้คนชนะ กรรมการที่ไหนจะไปตัดสินให้คนนั้นคนนี้ชนะคนดูเค้าก็โห่ไล่เอานะซิ


พระลูกศิษย์ : ทำไมไม่ชัดเจนเสียทีครับ เกิด-ดับ ก็รู้อยู่



พระอาจารย์สุบรรณ์ : อันนี้มันเพียงแต่ เข้าเป็นอนัตตา อนัตตานั้นยังไม่ใช่นิพพานมันเป็นแค่ทางเดินของจิต นี่แหละที่บางกลุ่มบางพวกไปเถียงกัน เรื่องอัตตากับอนัตตา หลวงตา <ผู้เรียบเรียง : หมายถึง หลวงตามหาบัว > ท่านไปฟันลงทีเดียวอัตตากับอนัตตามันยังไม่ใช่พระนิพพาน มันเป็นแค่ทางเดิน มันก็เลยแตกกันกระเจิงผู้ท่านรู้ ท่านฟันลงไปทีเดียวมันก็กระเจิงกันไปคนละทาง ถ้าผู้ยังไม่รู้ก็ดันกันอยู่นั้นแหละ ดันกันไปดันกันมา อันนี้ก็ถูกอันนั้นก็ถูก มันถูกทุกคนผิดทุกคน เอ้าล่ะ เข้าใจหรือยัง หรือนั่งหลับกันหมดแล้ว

ลูกศิษย์ฆราวาส <ช> : มีใครจะถามอีกไหมครับ




พระอาจารย์สุบรรณ์ : ถามมาเลย เดี๋ยวมันจะตายเสียก่อน เพราะสูบบุหรี่บ่อย<หัวเราะ>



ลูกศิษย์ฆราวาส<ญ> : พระอาจารย์เจ้าค่ะ ภาวนาไปแล้วกลัวมันหลงน่ะค่ะ กลัวค่ะ มันงงๆค่ะ มันสงสัย



พระอาจารย์สุบรรณ์ : ถ้ามันงง แล้วมีสติไหมล่ะ มันงง ก็ให้รู้ว่ามันงง มันก็หายงงแล้ว



ลูกศิษย์ฆราวาส <ญ> : คล้ายว่ามันลั่นออกมามันงง สงสัยว่า กลัวจะเดินหลงทาง



พระอาจารย์สุบรรณ์ : ไม่หลงหรอก ถ้าเรามีสติ คำว่าหลงนี้ หมายความว่า แสงสว่างเกิดขึ้นมา จิตเราว่าง เราก็ไปสำคัญว่า เราคงจนิพพานเสียแล้ว อันนั้นแหละหลง หรือเกิดนิมิตสติมันน้อย เค้าจะมาฆ่า วิ่งหนีเป็นบ้า อันนั้นก็หลง อันความหลงนั้นมันหลายขั้นหลายตอนมันก็หลงหมดนั้นแหละ และที่ว่ากลัวหลงกลัวเป็นบ้า อันนั้นมันทั้งหลง ทั้งกลัว <หัวเราะ> มันเป็นเหมือนคนเดินในที่มืดนั้นแหละ

ลูกศิษย์ฆราวาส<ญ> : มันเป็นอย่างนี้ค่ะ คือว่า ภาวนาไปแล้วกลัวหลง กลัวว่าจะเดินผิดทางหรือเปล่า




พระอาจารย์สุบรรณ์ : มันยังไปไม่ถึง มันก็เลยกลัวนั่นแหละ กลัวตายนั่นแหละ ไปให้มันถึง มันก็ไม่กลัว ถ้าตาในเกิดมันก็เดินถูกทางแล้ว ตาในไม่เกิดยังเดินไม่ถูกทางหรอก แต่ไม่ต้องไปกลัวหรอกว่าจะเดินไม่ถูก ถ้าไม่ถูกฟันมันลงไปเลย<หัวเราะ> ยังไม่ทันทำอะไร ก็กลัวเสียแล้ว เลยยังไปไม่ถึงไหน




ลูกศิษย์ฆราวาส<ญ> : ได้ยินเสียงมันลั่นออกมาหลายอย่าง




พระอาจารย์สุบรรณ์ : เอ้า ก็ให้มันลั่นมาเลย ลั่นออกมา แตกกระจายเลย แต่ให้มีสติรู้ให้มั่นคง ให้มันลั่นออกมาเลย กระดูกมันจะออกอะไรมันจะแตกก็ให้มันแตกออกมาเลย ลั่นมาเลย แต่ให้มีสติรู้กับใจเท่านั้นเดี๋ยวมันก็ผ่านไปหมดนั้นแหละ สิ่งทั้งหลายที่มันลั่น มันดับไหมล่ะ




ลูกศิษย์ฆราวาส <ญ> : มันก็เงียบไป




พระอาจารย์สุบรรณ์ : เอ้อ นั้นแหละ มันไม่เที่ยงใช่ไหม ถ้ามันลั่นตูม ตูม ตูม ไม่ดับสักที อันนั้นแหละ มันน่าสงสัยอยู่ อันนั้นไม่เที่ยงสิ่งที่ไม่เที่ยงเราอย่าไปหลงมันซิ ถ้าเราไปสงสัยเอาความไม่เที่ยง อันนั้นแหละ ตัวหลงตัวใหญ่ โมหะคือความหลงพวกเรานั้นหลงกันหมดนั้นแหละ ถ้ามันเกิดแล้วมันดับ โอ้ อันนี้มันไม่เที่ยง มันเป็นอนัตตา ตัวรู้ ปัญญามันเข้าใจ เราก็ไม่ไปยึดเอามัน ความสะดุ้งกลัวก็ไม่มี


ลูกศิษย์ฆราวาส <ญ> : เมื่อสองปีที่แล้ว มันโดนหลอก มันก็เลยกลัวหลง




พระอาจารย์สุบรรณ์ : บางที มันก็เป็นวิบากกรรมเก่า ถ้าสติเราตั้งมั่น มันก็ผ่านไปได้ มันไม่เป็นไรหรอกหลงแค่ไหน กลัวแค่ไหน มันก็แค่ตาย นั้นแหละ เอาความตายไว้ข้างหลังมันก็รู้หมดนั่นแหละ <หัวเราะ>


ลูกศิษย์ฆราวาส <ญ> : พระอาจารย์เจ้าค่ะมันไม่ใช่หลงอย่างนั้น คือกลัวเดินทางผิดน่ะเจ้าค่ะ



พระอาจารย์สุบรรณ์ : ก็นั่นแหละ มันยังไม่ผิดหรอก มันยังไม่ถูกหรอก ก็เพราะมันยังไม่เห็นมรรค ถ้าเห็นมรรคแล้วมันถึงเดินถูกอันที่กำลังซาวหน้า ซาวหลัง ดิ้นน่าวแน่วน่าวแน่ว อยู่นี่แหละ มันหลงหมดนั้นแหละ ใครจะไปเดินถูกทางอย่างว่าคนตาบอดมันเดินถูกทางเสียเมื่อไหร่ เข้าใจไหม ถ้าคนลืมตาแล้วนั้นแหละแสงสว่างมีแล้วมันจะเดินหลงทางไหมล่ะ

tom-yimgame
08-17-2011, 02:54 PM
[fu8iy]สาธุๆ

Thaza
08-17-2011, 03:11 PM
ลูกศิษย์ฆราวาส <ญ> : เจ้าค่ะ


พระอาจารย์สุบรรณ์ : เอ้อ นั่นแหละ เมื่อภาวนาจิตยังสงบบ้าง ไม่สงบบ้าง กลัวจะหลง มันก็หลงมาแต่กำเนิดแล้ว จะไปรู้ได้อย่างไร ให้เดินไปเลย เมื่อพระพุทธองค์ตรัสว่า ทางนี้แหละตรง คลำเข็มทิศได้แล้วเดินเลย จะชนอะไรก็ชนไปเลยไม่ต้องถอย ชนทุกข์ชนสุขก็ไม่ต้องถอยมันยังไม่รู้หรอกว่าตัวเองถูก หรือตัวเองไม่ถูก แต่ถ้ามีครูบาอาจารย์อยู่เราถามเมื่อเข้าใจแล้ว ก็เดินเลย เรื่องที่เราจะถูกหรือผิดเรายังไม่รู้หรอก แต่ถ้าจิตเราเข้าถึงมรรคแล้วมันไม่ต้องไปถามใครหรอกทีนี้ ตามันลืมได้แล้ว มีแสงสว่างเราเห็นทางเส้นน้อยเส้นใหญ่ เห็นต้นไม้ต้นเล็กต้นน้อย เห็นหญ้า เห็นหนาม เห็นช้าง ม้า วัว ควาย มันก็สบายล่ะทีนี้ตอนนั้นเราจะหลงอีกไหมล่ะ เมื่อมันเห็นแล้วมันก็ไม่หลง นี่ท่านเรียกว่า “มรรค” ตอนนี้อย่าคิดว่ามันถูก มันไม่ถูกหรอก มันผิดกันหมดทุกคนนั้นแหละ เพราะว่า ตามันยังไม่ลืม แต่เราคลำเข็มทิศ คือ ธรรมของพระพุทธเจ้า อันนั้นแหละเข็มทิศพระพุทธองค์ให้กระทำอย่างนั้นนะ ให้เดินอย่างนี้นะ ทำกาย วาจา ใจ อย่างนั้นนะ เช่น ให้มีทาน ศีล ภาวนาการพิจารณาอสุภะ พิจารณาความไม่เที่ยง พิจารณาความตายอย่างนี้เราก็เดินไปตามเข็มทิศนั้นแหละ เดินด้วยความระมัดระวัง เดินด้วยความมีสติ เราก็ทำไป เมื่อเดินถึงจุดๆหนึ่งแล้วมันมีแสงสว่างเราก็รู้เท่านั้นว่า โอ้นี่แหละทาง เราไม่หลงอีกแล้ว มันก็เข้าใจ ตอนนี้มันก็หลงหมดนั่นแหละ ไม่มีใครเดินถูกหรอกแม้แต่พระพุทธเจ้าเองท่านยังต้องลองผิดลองถูกมา พระอรหันต์ก็ไม่มีใครถูกหมดหรอก ก็ต้องลองผิดลองถูกกันทุกองค์นั้นแหละ จิตดวงนี้มันเคยหลงมาแล้ว มันก็หลงไปเรื่อยๆ แต่ถ้าได้เห็นแสงสว่าง ได้ยินเสียงพระพุทธเจ้าเรียกร้อง “สัตว์ทั้งหลายจงมาทางนี้เถิดทางนี้เป็นทางที่อุดมสมบูรณ์ พ้นเขตอันตราย” นั้นคือเสียงของพระพุทธเจ้าคือเสียงธรรม แสงของพระพุทธเจ้าคือแสงธรรม เมื่อเราปฏิบัติไปแล้ว เดินตามเข็มทิศไปแล้ว เมื่อแสงมันเกิดขึ้นเราก็เห็นทาง ท่านเรียกว่า “ดวงตาเห็นธรรม” เข้าใจไหม <หัวเราะ>

โอ้ย...โน้นขนาดจิตรวมเป็นอัปนาสมาธิ ตั้งแต่บวชได้เพียงเจ็ดวัน มันยังไม่ไปไม่มาเลยนะ เดี๋ยวก็เสื่อมเดี๋ยวก็เจริญอยู่อย่างนั้น ถ้าอยากให้เป็นมากเท่าไหร่ ยิ่งเร้าร้อน ยิ่งทุกข์เลย จนกระทั้งปีที่สี่ถึงได้รู้เรื่องรู้ราว ถึงได้รู้จักทางไป โอ้ย มันไม่ธรรมดานะตั้งแต่พรรษาแรกไปจนถึงพรรษาที่สาม สู้เอาเป็นเอาตาย ไม่ได้อยู่อย่างนี้นะ อยู่แบบตั้งใจทุกวัน ตั้งใจทุกเวลา เอาเป็นเอาตายอยู่อย่างนั้น จะได้วันนั้น จะได้วันนี้ บางทีสงบสว่างไสว เต็มที่แล้วคิดว่าหมดแล้วกิเลสไม่มีมายิบยับ ยิบยับ มีแต่ความสว่างไสว โอ้... คิดว่าตัวเองหมดกิเลสแล้ว แต่พอฌานมันเสื่อมลงเท่านั้นแหละมันก็เกิดขึ้นอีก วุ่นวายอีก โอ้ตายแล้ว นึกในใจว่า “มันจะมีจริงไหมหนอ มรรค ผล นิพพาน ” แต่ว่าจิตมันเคยสงบมาแล้วมันก็เอาอีกนั้นแหละ เดี๋ยวก็เสื่อม เดี๋ยวก็เจริญ จนถึงพรรษาที่สี่ตอนไปอยู่เขาร่องกล้า พรรษานั้นค่อยยังชั่วหน่อย พอเข้าใจ นี่ขนาดว่า เดินตายก็เดินตายมาแล้วนะ ยืนตายก็ยืนตายมาแล้ว แต่ถ้าเราเคยมีสติก็จะค่อยเข้าใจไปเอง เอ้าล่ะ พอแล้ว

มาหลอกให้เราพูดภาษาภาคกลางอีกแล้วแต่มันก็แปลกนะ พอมีคนมาพูดภาษาภาคกลางด้วย มันลืมตัวพูดกับเค้าไปเลย แต่พอนึกออกว่า อ้าวเราพูดภาษากลางกับเค้าหรือนี่ มันลืม มันไปของมันเองแต่พอนึกว่าตัวเองพูดภาษาภาคกลาง มันก็เข้าท่าดีอยู่นะ <หัวเราะ> แต่ถ้าให้ตั้งท่าจะพูดนั้น มันพูดไม่ค่อยได้ แต่ถ้ามีคนมาพูดภาษากลางด้วย มันไปอาดหลาดเลย ก็แปลกอยู่ แต่ถ้ามีแต่คนอีสานเราจะไปจริตพูด มันไม่ไป แต่ถ้ามีคนมาถามเป็นภาษาภาคกลาง มันไปเองเลย ธรรมมันผุดขึ้น ผุดขึ้น ไปเองเลยนะ มันเป็นนิสัยอย่างนั้นเอง แก้ไม่ได้

Thaza
01-06-2012, 10:08 AM
ช่วงนี้มกมุ้นกับการหามงคลวัตถุมากเกิด ต้องเขาอ่านธรรมมะครูบาอาจารย์บ้างครับ เลยเอามาฝากเพือนสมาชิกอ่านดูบ้างครับ

http://upic.me/i/kr/xs204.jpg

เรื่อง อภิญญามีอยู่จริง

User Rating: / 3
PoorBest
เทศน์อบรมพระที่วัดถ้ำผาเกิ้ง
เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓

พระอาจารย์สุบรรณ์ สิริธโร :
สมัยเมื่อกำลังบำเพ็ญ บางทีรู้สึกโกรธให้ตัวเองมาก เพราะสู้กิเลสไม่ไหว บางครั้งก็อยากให้ตัวเองตายไปเลยนะ ที่ไหนเค้าว่ามีเสือ มีสัตว์ดุร้ายจะไปเลยนะไม่ว่าจะบ้านไหนเมืองไหนก็จะไป เพราะอยากให้มันตาย ดุตัวเอง ว่าตัวเองให้มันตาย ให้เสือมันมากิน ให้ผีมันมาหักคอ แต่ทำยังไงมันก็ไม่ตาย
มีครั้งหนึ่งธุดงค์ไปเจอพวกผีม้ง พวกนี้มันน่ากลัว วันนั้นธุดงค์ไปมันมืดพอดี อยู่บริเวณช่วงอำเภอเชียงง้วน มีเส้นทางหนึ่งไปจังหวัดน่าน เดินไปเจอหมู่บ้านหนึ่งในหุบเขา ชาวบ้านพวกนี้เค้าถือผี เค้าจะมีศาลผีของเค้าอยู่แห่งหนึ่งใหญ่มาก ตบแต่งด้วยม่านเขียว ม่านแดง พวกนี้เค้าเลี้ยงผี ขนาดวัวควายตัวใหญ่ เค้าใช้ฆ้อนผีอันเล็กๆ เคาะที่เดียวถึงกับตายเลย ผีพวกนี้ร้ายกาจ ทีแรกเราก็จะไปพักที่ศาลผีเค้านั้นแหละ แต่เค้าไม่อยากให้ไปพัก เราเลยไปพักข้างๆศาลผีของเค้า ศาลผีอยู่บนเขา เราก็พักอยู่ตีนเขา ห่างออกมาสักหนึ่งเส้น พอจัดที่พักได้ ก็เข้าพัก “ภาวนายังไม่ถึงสิบนาทีก็มีเสียงดังสนั่นคล้ายกับระเบิด มองไปเห็นดวงไฟแดงขนาดใหญ่พุ่งขึ้น ไม่นานก็มีดวงไฟขนาดใหญ่เท่าโอ่งใหญ่กลิ้งหมุนลงมา ต้นไม้หักระเนระนาด กลิ้งเข้ามาหาเรา ขณะนั้นเรานึกว่าคงตายแน่นอน ความรู้สึกในตอนนั้นมันกลัวจนใจมันทื่อไปเลยนะ ดวงไฟนั้นมันกลิ้งมาหาเราพอใกล้ถึงประมาณช่วงแขนได้ มันก็หายไปเลย หัวเรานี้เย็นวาบไปเลย แต่มันไม่มาชนเรา” แต่ว่าลักษณะที่เกิดให้เห็นนั้นมันน่าจะเอาให้ถึงตายเลยนะ มันน่ากลัว พอหายไปได้อีกสักพักหนึ่งก็มีเสียงดังสนั่นขึ้นมาอีก ดวงไฟพุ่งขึ้นเป็นดวง และพุ่งเข้ามาหาเราอีก ดวงไฟขนาดเท่าเดิมนั้นแหละ แต่พอพุ่งเข้ามาจะถึงเราก็หายไปอีก เป็นครั้งที่สอง เราก็เลยคิดได้ว่ามันคงทำอะไรเราไม่ได้แล้วแหละถ้าเป็นอย่างงี้ แต่ที่นี้ดวงไฟทั้งดวงเล็กดวงน้อยพุ่งเข้ามาอีกครั้งอย่างบ้าคลั่ง เราก็เลยกำหนดว่า “เป็นก็เป็น ตายก็ตายละคราวนี้ ถ้ามันตายได้ก็ดี ตายในการภาวนา เพราะถ้าต่อไปสึกออกไปมันจะไปทำบาปทำกรรม ให้มันตายเลยดีกว่า” ก็เลยกำหนดพุทโธอย่างเดียว เพียงไม่นานดวงไฟเหล่านั้นก็หายไป
พอตอนเช้ามาเราเข้าไปบิณฑบาตได้ข้าวมาแค่คำเดียวเท่านั้น เพราะตอนเราไปพักวันแรกนั้น พวกชาวบ้านเค้าว่าเราต้องตายแน่นอน แต่พอเราไม่เป็นอะไร พวกนี้เค้าก็ต้องมาไล่เราให้ไปที่อื่นเพราะเค้ากลัวผีเค้าจะหนีไป เราก็เลยต้องรีบเก็บกลดและบาตรอย่างรีบเร่ง ข้าวก็ยังไม่ได้ฉัน เค้าก็ให้เหตุผลของเค้าว่า “ ถ้าท่านอยู่กับพวกผมได้ตลอด พวกผมก็จะถือพระอยู่หรอก แต่ท่านอยู่ไม่ได้ตลอด พอท่านจากไป ผีก็จะมาอาละวาดพวกผมอีก” เราก็ได้แต่สงสารเค้า เพราะเกิดมาพบพระพุทธศาสนาแล้ว ก็เหมือนไม่ได้เจอ
การธุดงค์ส่วนใหญ่เดินตอนกลางคืนเพราะเดินสบาย กำหนดพุทโธ พุทโธอย่างเดียว จุดไฟโคมเดิน รองเท้าไม่มี ถึงใส่อยู่อยู่ได้ไม่นาน เดี๋ยวก็ขาดก็เปื่อยออกหมด สมัยก่อนเดินจากภาคเหนือลงมา

อีสานไม่ได้ขี่รถขี่ลาหรอก เดินประมาณหนึ่งหรือสองเดือนก็ถึงแล้ว แต่บางทีก็สามเดือน สมัยนี้ขึ้นรถยนต์แป๊บเดียวก็ถึงแล้ว แต่ไม่ได้ไปภาวนาหรอกนะ แล้วบอกว่าตัวเองไปวัดโน้นวัดนี้มาแล้ว แต่ก็ไปเที่ยวเล่นแล้วก็หายไปเลย เมื่อก่อนนั้นพระท่านไปฝึกข้อวัตรกิจวัตรจริงๆ จิตใจจดจ่อต่อคำเทศน์ของพ่อแม่ครูอาจารย์ แต่ละคำนี้คอยจ้อง คอยจับแล้วพิจารณาน้อมเข้าหามาดูตัวเอง การปฏิบัติของตัวเอง แอบฟัง สนใจฟัง หูนี้จ้องแต่จะฟัง แต่ทุกวันนี้ เราเทศน์จนหูจะแตก มันก็ไม่เอา <หัวเราะ> เราก็ยอมเหมือนกัน

พระลูกศิษย์ :
ได้อ่านหนังสือประวัติของพระอาจารย์ เล่าว่า พระอาจารย์ไปภาวนาแล้วพบผีม้ง นั่งจนเช้าไม่ได้หลับจนตัวเหลือง
พระอาจารย์สุบรรณ์ สิริธโร :
โอ้ อันนั่นที่เขาร่องกล้า ปีนั้นไปอยู่ด้วยกันหลายองค์ มีหลวงปู่ทราย, พระอาจารย์หงัด, เณรหมี อันนี้ไม่ใช่แต่ผมโดนนะ พระอาจารย์หงัดท่านก็โดนเหมือนกัน พอมืดมาก็ต้องล็อคกลอนประตู กลอนหน้าต่างไว้ ขนาดทางจงกลมต้องทำเป็นฝากั้นเสือ นี่ขนาดมีประตูกั้นอยู่ยังมีเสียงลอดเข้ามาให้ได้ยินเป็นภาษาม้ง โว๊กเว๊ก โว๊กเว๊ก ตอนนั้นกุฏีผมอยู่บนเขามีทางเดินขึ้นไปบนเขา แต่พอเดินผ่านมาทางกุฏีของผมพวกมันแวะเข้ามาขึ้นบนกุฏี มานั่งอยู่ระเบียงแล้วก็คุยกันเสียงดัง โว๊กเว๊ก โว๊กเว๊ก อยู่สักครู่แล้วก็เดินขึ้นเขาไป ทีแรกคิดว่าหมดแล้ว แต่ไม่นานก็มีกลุ่มใหม่ขึ้นมาอีก แวะเข้ามาอีก เป็นอยู่ตลอดคืน ปรากฏว่าทั้งคืนไม่ได้นอน นั่งตัวตรงเพ้ง เวทนาก็ไม่มีเพราะมันกลัว ไม่ได้นอนจนตัวเหลือง เมื่อเป็นอย่างงี้ เลยคิดว่าอย่างไรเสียต้องรู้ให้ได้ว่ามันคืออะไร วันรุ่งขึ้นก็ให้โยมเค้าเอาไฟฉายมาให้ เอาแบบถ่านห้าก้อนเลย พอตะวันตกดินมันก็มาอีกเหมือนเดิม วันนี้เลยตั้งใจจะรอดูเลยไม่ใส่กลอน ตั้งใจว่าจะต้องตัดสินกันเลยคือ เห็นก็ต้องเห็น ถ้ามันจะมากินก็ให้มันกินไปเลย เตรียมไฟฉายเรียบร้อยก็มายืนอยู่ประตู มันก็ขึ้นมาจริงๆ พูดกันเสียงดังขึ้นมาบนกุฎีแล้วก็มาลูบกุฎี มานั่งอยู่ระเบียงแล้วก็คุยกัน โว๊กเวก โว๊กเวก เหมือนเดิม ได้ยินดังนั้น ใจก็เต้น มือกำไฟฉายจนเหงื่อไหล อีกมือก็เปิดประตูออก ฉายไฟไปในบริเวณที่มีเสียงดังปรากฏว่า ไม่พบอะไรเลย เงียบสนิท ยืนสังเกตุอยู่พักหนึ่งก็ค่อยๆปิดประตูเข้า แต่ยังยืนข้างประตู สักพักก็มีเสียงดังขึ้นอีกเป็นภาษาม้งเหมือนเดิม ก็เปิดประตูส่องไฟไปทีเดิมอีก ก็ไม่มีอะไรเหมือนเดิมมีแต่เสียงแมลงร้อง ก็เลยปิดประตูเข้าอีกก็มีเสียงดังขึ้นมาอีก พูดคุยกันแล้วก็ลงไป อีกไม่นานก็มีกลุ่มอื่นขึ้นมาอีก มันเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดทั้งคืน เอาไปเอามาก็เลยปล่อยมันไม่สนใจ พวกมันก็มาอยู่อย่างนั้นจนกระทั้งมันคุ้นกันไป เลยไม่กลัว มันก็มาห่างออกไป แต่ถ้ากลัวมันมันจะมาทั้งคืนจนสว่าง พอเราหายกลัวแล้ว ก็มาถามอาจารย์หงัด ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างไหม ท่านก็บอกว่า ท่านโดนตั้งแต่คืนแรกที่มาเหมือนกัน ก็เลยเราให้ท่านฟังว่าโดนเหมือนกันแต่ตอนนี้คุ้นกับมันแล้ว เรื่องเห็นมันไม่เห็นแต่เสียงนั้นได้ยิน ถ้าเรากลัวมันเราจะเหลืองตาย เพราะความกลัว ถ้าเป็นอย่างครูบานิ่ม นะหรือ โอ้ย อาจจะหนีตั้งแต่คืนแรกแล้ว <หัวเราะ>
พระลูกศิษย์ :
เค้าแค่มาขู่หรือเปล่าครับ
พระอาจารย์สุบรรณ์ สิริธโร :
มันเอาจริงๆนะ ไม่ใช่เล่นๆ เอาจริงๆ แต่อันนี้ยังไม่เท่าตอนเสือมา ตอนเสือมา ผมถึงกับจะลอยได้เลยนะ เพราะมันกลัวมาก แต่เราเคยฝึกสติได้ว่าอย่างยอดเยี่ยมแล้ว ถึงขนาดนั้นมันก็ยังจะไม่ไหว มันทื้อ ไปหมด เหลือแต่ใจที่นิ่งๆอย่างเดียวเพราะมันกลัว จนสุดท้ายมันขาดออกจากกันในขณะนั้น ตัวสังขารขันธ์มันบอกว่าให้หนี ไม่หนีตาย ให้วิ่งขึ้นศาลา เพราะบันไดมันอยู่ช่วงกลาง ฝนก็ตกรินๆ จุดเทียนอยู่ตรงกลางทางจงกลม สังขารมันบอกให้วิ่งหนีไป เป็นพระก็ตาย มันจะเอาตายใส่เราอย่างเดียว แต่สติสัมปชัญญะมันดีมาก ขามันไม่อยากเดินเข้าหาเสือ แต่ต้องคุมมันให้เดินตามทางจงกลมเข้าหาเสือ สุดทางจงกลมต้องหันหลังให้เสือ ค่อยๆเดินเพราะกลัวมันจะตะครุบ พอเดินได้ ๓-๔ ก้าว กิเลสมันบอกให้หนี แต่ตอนนั้นเราตัดสินใจว่าไม่หนี เพราะเราเป็นพระจะวิ่งหนีได้อย่างไร เทวดาที่เค้าดูอยู่จะหัวเราะเยาะเอาได้ กิเลสมันก็ไม่ยอมเข้าแทรกว่า “เทวดาหัวเราะเยาะก็ตาย ถ้าไม่หนี” มันเอาความตายไล่เราอย่างเดียว “เราตัดสินใจแล้วว่าไม่หนี ตายเป็นตาย ถ้าเราเคยฆ่าเค้าไว้ ยังไงก็ต้องโดนฆ่า ” พอตัดสินใจได้ดังนั้น “คล้ายกับดึงเชือกแล้วเชือกค่อยๆขาดออกจากกันไปคนละทาง” จิตรวมลง เหลือแต่ผู้รู้สว่างไสว รู้สึกตัวอีกที โน้น ตอนตีสาม ไฟเทียนดับสนิท ยังยืนอยู่ไม่ล้ม พอกำหนดทิศทางหาเทียนจุดแสงสว่าง จิตใจนี้อิ่มเต็มไปหมด กำหนดได้ว่าสัตว์ทั้งหลายเค้าไม่มีบุญที่ได้เกิดเป็นมนุษย์เหมือนเรา เราจะไปกลัวเค้าทำไม เค้าก็ได้รับทุกข์ เกิดมา แก่ เจ็บ ตาย เหมือนกับเรา เค้าเกิดมาเพราะความหลง เราก็เกิดมาเพราะความหลง แล้วจะไปกลัวเค้าทำไม เลยไม่มีอะไรที่น่ากลัว มีแต่ความเมตตาสงสารให้กับเค้า ในตอนนั้นรู้สึกสงสารเสือเหมือนกับเราได้เห็นแมวน้อยๆเลยนะ พอได้ไฟโคมก็เดินตามรอยเสือตัวนั้นไป เห็นรอยมันเพิ่งผ่านไปหมาดๆ มันคงจะยืนดูเรานานพอสมควรเหมือนกัน พอเดินไปได้สักพักถึงลำธาร เห็นน้ำขุ่นๆ เหมือนกับมันเพิ่งผ่านไป จึงได้สติกลับคืนมา จึงเดินกลับ เห็นไหมถ้ามันไม่กลัว จิตก็ไม่รวม นี่กลัวจนตาย จนใจขาด นี่แหละ เดินจงกลมแล้วจิตรวมมีครั้งเดียว แต่ว่าเดินแล้วเกิดปิตินั้นเป็นบ่อยๆ เช่น เหมือนกับเดินบนอากาศ มันนิ่มไปหมด เกิดปิติ เย็นสบาย อย่างนี้เดินเป็นปีก็เดินได้ เพราะมันนิ่ม มันมีความสุข แต่ถ้าให้รวมลงแบบสุดนั้นเป็นสามครั้ง “ครั้งแรกบวชได้เจ็ดวัน ครั้งที่สองเดินใจขาดเพราะขาดน้ำ ครั้งที่สามเจอเสือ” นั้นคิดดูเอาว่ายากไหม ไม่ใช่ว่านั่งลงไปนิดๆ หน่อยๆ แล้วเคลิ้มเกิดนิมิต อะไรอย่างนั้น นั้นมันยังไปไม่ถึงไหนแค่เกิด ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ นิดๆ หน่อยๆ อันนิมิตนั้นมันไม่ใช่ว่าฝันนะ จะเล่าให้ฟัง นิมิตนั้นแม้กระทั้งนั่งสูบบุหรี่อยู่มันก็เป็นได้ แค่กระพริบตานิดเดียวมันก็เป็นแล้ว ไม่ใช่ว่านิมิตจะฝันเห็นอันนั้น ฝันเห็นอันนี้ อันนั้นมันฝัน แต่นิมิตนั้นมันรวดเร็วเพียงเสี้ยววินาที เส้นยาแดงเท่านั้น ชัดเจนที่สุด ถ้าไม่อย่างนั้น เค้าจะเป็นวิปลาส เป็นบ้าเป็นบอได้อย่างไร ตัวผมเองก็เคยที่จะเป็นวิปลาสมาแล้วนะ แต่แก้ไขตัวเองได้ แค่นั่งสูบ บุหรี่ในกุฎี มองเห็นควันบุหรี่ก็เกิดเลยนะนิมิต ไม่ต้องไปนั่งสมาธิหรือนั่งหลับเลยหรอก มันเป็นอย่างนั้น ทีนี้ตามดูจิตว่า มันตกภวังหรือจิตมันหลับ ก่อนจิตจะฝันหรือจิตออกจากร่างไปนั้น อะไรมันเกิดขึ้นก่อน สติเราขนาดไหน สมาธิเราแค่ไหน จิตถึงจะออกจากร่างได้ ต้องตามดูถึงขนาดนั้นมันถึงจะรู้ สมมติว่าเราฝันนั้น จิตมันออกจากร่างไปไหนมันถึงฝัน เราต้องคอยดูนะถ้าเราฉลาด นอนมันก็ภาวนาได้ จิตตั้งอยู่นั้นกายจะอยู่ลักษณะไหนมันก็รู้ ไม่มีอดีตอนาคต จิตจมลงไปลึกขนาดไหนก็รู้ และขณะจิตที่ออกจากร่างนั้นอะไรเกิดขึ้นก่อน มันเห็นอะไรก่อน มันถึงจะดึงจิตออกไปได้ มันถึงจะไปฝันเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้ ต้องตามรู้ขณะจิตอย่างนั้น เราถึงจะเข้าใจว่า จิตมันออกจากร่าง เพราะเหตุนี้เองดอกหรือ สติขนาดนี้ สมาธิขนาดนี้ ถึงจะออกได้ แต่ถ้าสติขนาดนี้ถึงจะออกไปไม่ได้ แล้วเราจะเข้าใจได้เองด้วยการปฏิบัติ ไม่ใช่ไปเดาเอาว่า จะเป็นอย่างนั้นจะเป็นอย่างนี้ <หัวเราะ>

ตอนอยู่กับหลวงปู่พวง ฆรมุตโต วันศีลจะไม่ยอมนอน ฟังเทศน์หลวงปู่แล้วกลับมาบิณฑบาตต่อ บางช่วงที่ฟังเทศน์อยู่แล้วมันตรงกับที่เราปฏิบัติอยู่ ศรัทธามันเกิดอย่างแรงกล้า เลยตั้งใจจะไปทำเอาให้ได้เลยเดี๋ยวนั้น นี่ประโยชน์ของการฟังเทศน์มันเป็นอย่างนั้น มันใกล้เข้า ใกล้เข้า มันไม่ได้ออกไปข้างนอก มองเห็นข้างในว่ามันข้องอยู่ตรงนี้ จะไปทำเอาให้ได้เลยเดี๋ยวนั้น เลยรีบลุกไปทำเอาเลย ตลอดคืนเลย ต้องเอาอย่างงี้เลยนะ ถ้าอย่างนั้นความเพียรมันจะอ่อนไป ดังนั้นผมเลยไม่อยากพูดมาก พูดพอให้เกิดศรัทธาแล้วให้ไปทำเอา หมายถึงให้จำเอาเฉพาะส่วนที่ตัวเองจะไปทำเอา มันถึงจะเข้าใจง่าย ถึงจะเทศน์นาน มันก็วนไปวนมาที่เดิมนั้นแหละ มันไม่ไปไหนได้หรอก หนีจากตรงนั้นไปไม่ได้หรอก ไม่รู้จะพูดไปไหน เพราะไม่ได้อ่านหนังสือมาพูด เมื่อก่อนพอบำเพ็ญไป ได้เห็นอันนั้นบ้าง อันนี้บ้าง พ่อแม่ครูบาอาจารย์ ถ้าว่าองค์ไหนรู้จักวาระจิต องค์ไหนว่าดุๆ องค์ไหนที่เค้าว่าเป็นพระอรหันต์ ผมลิ่วเข้าหาเลยนะ ไม่ได้กลัวท่านทักเรื่องนั้น ทักเรื่องนี้ ยิ่งทักยิ่งดี แต่เมื่อเราทำไปถึงแล้ว ก็ไม่รู้จะไปถามอะไรจากท่าน ไม่มีสิ่งที่ต้องถาม มันเหมือนกับเราไปคุยอวดใส่ท่าน เดี๋ยวหมู่เพื่อนจะติเราได้ เลยไม่ไปฟัง ถ้าพูดถึงเรื่องเที่ยวนั้นนะหรือ “โอ๊ย เมื่อก่อนสมัยที่เล่นนะหรือ ผมนั่งกำหนดจิตทีเดียว ไปเที่ยวจนสว่างถึงได้กลับมา ไปเที่ยวที่นั้น ที่นี่ ไปเรื่อย เหาะเร็วก็ได้ เหาะช้าก็ได้ เหาะขึ้นสูงก็ได้ กำหนดได้ตามสบาย แต่อันนั้นมันไม่ใช่กายหยาบ ถ้าใครว่าตัวเองเหาะไปด้วยกายหยาบ ก็จะเหมือนเณรที่ภูลังกา นั้นแหละ ได้เผาวันนั้นเลย” <หัวเราะ>
ถ้าพูดถึงเรื่องเล่น ไม่มีใครเกินผม เพราะผมชอบเล่นอยู่แล้ว ไปไกลจริงๆ ลมจะกระทบตัวเลยนะ ถ้าใหม่ๆลมจะกระทบตัวดัง เปี๊ยะ เปี๊ยะ เลยนะ จนแสบตัว ถ้าออกไปไกลๆ อากาศจะนิ่มไป นิ่มไป กลับมาก็ โน้น ตอนไก่ขัน แต่ก็ไม่ได้อะไรหรอก ได้แค่นั้น เพราะเป็นของเล่น ก็ได้แค่นั้น ก็ไปที่เดิมนั้นแหละ เพราะเป็นขันธ์ละเอียด ก็ได้เท่านั้น แต่ท่านว่า “ขันธ์เป็นอนัตตา หมายถึง ถ้าเราเลยไปแล้วค่อยกลับมาเล่น ถ้ายังไม่เลยไปแล้วมาเล่นมันจะหลง เพราะสำคัญว่าเราว่าเขา เป็นอัตตาตัวตน เรา เขา ยังไม่เป็นอนัตตา ครูบาอาจารย์ถึงได้เตือนว่า ยังไม่ต้องไปเล่น ให้เลยไปก่อน ถ้าบุญวาสนาได้สร้างสมไว้ มันไม่ไปไหนหรอก ท่านถึงได้บอกว่าอภิญญาหก เป็นเครื่องเล่นของพระอริยะเจ้า มันไม่ไปไหนหรอก ถึงเราไม่เอามันก็มีอยู่เหมือนเดิม แต่ถ้าเรายังไม่เลยไป มันก็จะเป็นมาร ดึงเราไว้ หลงมันก็เสื่อมได้ ไม่มีทางป้องกันไม่ให้เสื่อม อันนี้ทำมาหมดแล้ว ทำได้ครั้งเดียวก็คุยได้แค่นั้น แต่ว่าถ้าเข้าถึงมรรคแล้ว มันก็หมดปัญหาแล้ว มันไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งพวกนี้แล้ว ถึงจะมีฤทธิ์มีเดช มันก็ขันธ์นั้นแหละ รู้จักวาระจิต มีฤทธิ์มีเดช เหาะเหินเดินอากาศ มันก็ขันธ์นั้นเอง ขันธ์เที่ยงหรือเปล่า ขันธ์ก็ไม่เที่ยง มันก็เหมือนเดิม พระสาวกท่านก็มีตามอุปนิสัยของแต่ละท่าน”
จะมาล้อให้เราพูดอีกนะเนี่ย มันก็สนุกอยู่นะ แต่ถ้าเรากลัวเจ็บ กลัวปวด กลัวตาย ก็เหมือนกับมีดที่กลัวไฟ ถ้าเหล็กกลัวเตาไฟ จะเป็นเหล็กกล้าได้อย่างไร กว่าที่เค้าจะเอาเหล็กมาทำมีดที่มีความคมกล้าได้ ต้องเอาเหล็กไปเผาไฟจนแดง แล้วค่อยเอามาตี มานวด ตีจนเนื้อของเหล็กนิ่มเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน เอาไปเผาอีกแล้วก็เอามาตีอีก เป็นรูปร่าง แล้วก็เอาไปเผาอีก แล้วจึงเอามาจุ่มน้ำ นี่แหละ ปิติสุข เมื่อความเย็นและความร้อนมากระทบกัน จึงเกิดพลัง ดังนั้นจึงเหมือนกับมีดไม่มีผิด ทำไมเวลาจุ่มน้ำจึงจุ่มแค่นิดหน่อย ก็เพราะว่าต้องการให้คมกล้า แต่ทางสันมีดจะให้มีความเหนียวไว้ ถ้ากล้าหมดมันก็จะหัก ทางสันเป็นเหล็กเหนียว ทางคมเป็นเหล็กกล้า ให้ความเหนียวยึดความกล้าไว้ จิตของเราก็เป็นเหมือนกัน ถ้าไม่ได้ผ่านเตาหลอมแล้วไม่มีทาง ถ้าจะไปจ้องเอาว่า ให้มันวาบ ให้มันวืบ โน้นเค้าว่าองค์โน้นทำง่าย ต้องไปอยู่ด้วย เพื่อจะได้ทำง่ายๆ ไปนิพพาน ว่างไปหมด ให้ไปลองทำเอา มันไม่มีทางเป็นไปได้ เรานั้นทำมาหมดแล้ว <หัวเราะ> ถ้าใครเข้าใจเรื่องการตีมีด การชุบมีด มันจะเข้าใจเรื่องภาวนาเลยนะ เข้าใจหมดเลย พูดเรื่องอะไรได้หมด พูดไม่ได้ได้อย่างไร มันเป็นอันเดียวกันหมด ใช่ไหมฤาษี
พระลูกศิษย์ :
ประวัติครูบาอาจารย์หลายองค์คล้ายกันกับอาจารย์ที่ไปเจอเสือ เจอผี
พระอาจารย์สุบรรณ์ สิริธโร :
มันก็แล้วแต่ละองค์ ไม่เหมือนกัน แล้วแต่อุปนิสัย แต่องค์ไหนที่ภาวนาง่าย มันก็บุญวาสนาของท่านที่ทำมาหลายภพหลายชาติ ท่านได้ทรมานมาก่อนเราแล้ว เรานั้นเพิ่งมาทำ จะให้ทำง่ายๆอย่างท่าน แต่ถ้าใครทำแล้วได้ง่ายก็แสดงว่ามีบุญวาสนาทำมาหลายภพหลายชาติ แต่อย่างผมนี่ โอ้ย มันไม่ได้ทำมาเท่าไหร่หรอก พอมาก็ต้องทุบเอา ทุบเอา ถึงขนาดว่าบางครั้งเคยเห็นตัวเองเป็นโจร หาปล้นเค้าดะดาด ฆ่าเค้าระเนระนาด บางครั้งเป็นวัว เป็นหมา ตกนรกก็มี เป็นมาทุกอย่าง แต่บางครั้งก็เห็นเป็นพระ นี่ก็ดีอยู่ เป็นพระมาหลายชาติอยู่ แต่ตอนเป็นโจร เป็นวัว เป็นหมา ตกนรกนี่ซิ มันเข็ดหลาบ มันเผาหัวใจเลยนะไฟนรก แค่มองเห็นไฟนรก เท่านั้นแหละ หัวใจขาดเลยนะพวกสัตว์นรก อย่าคิดว่าจะสบาย มันน่ากลัวจนสลบสไล ทุกข์อย่างมหันต์ ไอ้เรามันแค่สู้เวทนาจะทุกข์มหันต์อย่างไรกัน แต่ไฟนรกแค่เห็นก็สลบสไลแล้วเพราะมันกลัว แต่ถึงกลัวยังไง ก็จะได้ไปเหมือนเดิมนั้นแหละ ใช่ไหม ครูบาโบ้ <หัวเราะ>
ลูกศิษย์ฆราวาส :
แสดงว่า คณะที่เคยเป็นบริวารนี่ น่าจะเคยเป็นลูกน้องโจร
พระอาจารย์สุบรรณ์ สิริธโร :
ตอนที่เป็นโจรนี่ เราเห็นชัดเจน คล้ายกับฝันแต่ไม่ได้ฝัน เพราะมันละเอียด “ชาติที่เป็นโจรนั้น เรานั้นขนาดว่าฟัน แทงไม่เข้า มีดหรืออาวุธต่างๆ นี่ ฟันก็ไม่เข้า ยิงก็ไม่เข้า แต่ก็มีครั้งหนึ่งไปปล้นเค้า แล้วทีนี่พวกทางการ พวกตำรวจ นายอำเภอเค้าตามมาล่า สมัยก่อนนี่ต้องขี่ม้า อาวุธนั้นมันก็มีพวก ปืนสั้น ปืนลูกซอง นอกนั้นก็เป็นพวกปืนแก๊บ มีดดาบ ลูกน้องเราก็มีเยอะ ตอนนั้นลูกน้องตายเยอะ ตำรวจก็ตายเยอะ แต่ว่านายอำเภอเค้าก็หนังเหนียวเหมือนกัน เค้าตามยิงเรา เราก็ยิงเค้าไม่เข้า เค้าก็ยิงเราไม่เข้า ยิงกันไปยิงกันมา ปืนเราหมดลูกเสียก่อนนะซิ ทีนี้ เค้าตามมาแล้วยิงเข้าจมูกเรา เลือดออก ปากแตก จมูกแตก แต่ว่าเค้าก็ไม่เอาเราไปนะ เค้าฝังเราไว้ในดินเลย เค้าคิดว่าเราตายแล้ว พอฝังเรียบร้อยแล้ว พอใกล้สว่าง สงสัยหมามันได้กลิ่นเลือด มันคุ้ยดินออก ทำให้มีอากาศเข้ามา เลยฟื้นขึ้นมา พอฟื้นก็สลดสังเวชตัวเอง ก็เลยตั้งใจจะเลิกเป็นโจร แล้วกลับมาถ้ำ มาเจอลูกน้องที่เหลืออยู่ประมาณ ๔๐-๕๐ คน สิ่งของที่ปล้นเค้ามา ๘-๙ XXบ มีแต่พวกเงิน ทอง และของมีค่า และถ้ำที่อยู่นั้น เป็นถ้ำใหญ่ มีน้ำย้อยตลอด ปากถ้ำก็กว้างขนาดรถสิบล้อเข้าไปได้ มีห้องสลับซับซ้อน มีห้องเก็บสมบัติ ห้องน้อย ห้องใหญ่ เป็นถ้ำหินปูน เป็นรังโจร อยู่ได้เป็นพันคน ก็เลยเรียกลูกน้องที่เหลือ ๔๐-๕๐ คน มารวมกัน ก็เลยประกาศว่าต่อไปหัวหน้าจะเลิกเป็นโจรแล้ว ถ้าใครจะไปตั้งครอบครัวก็ให้แบ่งสมบัติกันเลย แต่เราไม่เอาจะไปบวชเป็นดาบสบนหลังเขา ลูกน้องที่ไปบวชด้วยกันก็หลายคน แต่พวกที่เอาสมบัติไปตั้งครอบครัวก็มี เสร็จแล้วเราก็ไปบวชเป็นดาบสถือศีลแปด บำเพ็ญบนหลังเขา นี่แหละ ทำให้ได้บุญตั้งแต่ช่วงนั้นแหละ ที่ได้บำเพ็ญ เพราะว่ามันตายแล้วฟื้น เลยสลดสังเวช เลยกลับใจ นี่แหละ หลงไป หลงมา”
แต่ช่วงที่ตกนรกนี่มันน่ากลัว สลดสังเวช ไฟนรกไหม้ขาดครึ่งขาดกลาง ตายแล้วก็เกิดขึ้นมาอีก แล้วก็โดนเผาอีก ไม่รู้จักจบจักสิ้น ก็เพราะเราหลงนี่เอง หลงทำความชั่วเป็นไปตามเรื่อง มาเห็นตัวเองเป็นพระอยู่ ๒-๓ ครั้ง เป็นพระผู้เฒ่าบ้าง เป็นพระหนุ่มบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็อยู่ได้นานจนเป็นเจ้าอาวาส สังเกตุว่าหมู่พระที่มาหา ก็มีแต่พวกดื้อๆ อาจจะเคยเป็นโจรจริงๆ นี่พูดเรื่องฝันเฉยหรอกนะ <หัวเราะ>

tom-yimgame
01-06-2012, 10:59 AM
รบกวนถามมีไฟส์เสียงเทศน์ของท่านพระอาจารย์มั้ยครับปกติผมจะนั่งภาวนาทุกคืน
บางครั้งก็เปิดชีดีเสียงเทศน์ของพ่อแม่ครูอาจารย์องค์ต่างๆฟังไปภาวนาไปเพลินดีครับ
รบกวนถามครับ [fu8iy]

bell
01-06-2012, 01:14 PM
ผมว่ามีไฟล์เสียงก็ดีนะครับ

aniwat88
01-06-2012, 02:00 PM
เข้าไปเวปของวัดถ้ำเกิ้งได้เลยครับผมก็เคยฟัง

Thaza
02-17-2012, 07:16 PM
เข้าไปเวปของวัดถ้ำเกิ้งได้เลยครับผมก็เคยฟัง


ตามเวปนี้เลยนะครับ http://# (http://www.pakeong.toptestcenter.com/2010-05-12-03-34-51.html#)

mahalex
02-19-2012, 04:16 PM
ท่านพระอาจารย์สุดยอดครับ(บ้านผมอยู่ใกล้วัดท่านครับ)

mc80
02-19-2012, 08:51 PM
ท่านพระอาจารย์สุดยอดครับ(บ้านผมอยู่ใกล้วัดท่านครับ)

เห็นด้วยครับ ปี52 ได้ไปทอดกฐินวัดท่าน
ดีมากเลย และที่ดีมากๆ ได้รับรูปหล่อรุ่นแรก จากมือท่านครับ [fu8iy]

momoo
03-08-2012, 10:35 AM
พึ่งไปปฏิบัติธรรมที่วัดมาค่ะ
ถ้าไม่เจอความทุกข์จนแทบตายก็ไม่คิดที่จะไปวัด
ทั้งๆที่เพื่อนเคยชวนแล้วตั้งหลายที
มีบุญได้กราบนมัสการพระอาจารย์
และพระอาจารย์ท่านเมตตาเรามากๆๆ
จากที่ทุกข์แสนสาหัส ก็รุ้สึกดีขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ก้มลงกราบพระอาจารย์
รู้สึกถึงบารมีความเมตตาที่พระอาจารย์ส่งออกมา ตั้งแต่แรกทั้งๆที่เรายังไม่ได้เ่อ่ยปากเลย
ว่าเราทุกข์เรื่องอะไร จากที่เราทุกข์ใจมาก กลับรู้สึกเย็นลงจนสังเกตุได้
พระอาจารย์เทศเตือนสติ หลายอย่างมาก วันนี้ยิ้มได้แล้วคร่า
แต่ยังต้องปฏิบัติอีกเยอะคร่า

จิตตะ
10-23-2012, 06:16 PM
ขอแจ้งเวบไซด์ของวัดถ้ำผาเกิ้ง สำหรับผู้ที่ต้องการฟังธรรมเทศนาของพระอาจารย์สุบรรณ์ สิริธโร เข้าไปที่ www.pakeong.org (http://www.pakeong.org)
ส่วนการเดินทางตามแผนที่นี้นะครับ

จิตตะ
10-23-2012, 06:42 PM
ถ้าพูดถึงวัตถุมงคล ช่วงนี้พระอาจารย์กำลังสร้างพระพุทธรูปใหญ่ ที่วัดถ้ำผาเกิ้งเลยมีให้บูชาหลายอย่าง เรียนเชิญท่านที่สนใจไปดูด้วยตัวเองที่วัดได้เลยครับ
ผมมีมาให้ชมนิดๆหน่อยๆ แต่รุ่นนี้คงไม่มีให้บูชาแล้ว เพราะไม่มีอีกแล้วครับ
-องค์แรก เป็นพระแกะจากงาช้างแมมมอท(ช้างที่ใหญ่ที่สุดในโลกและมีกำลังมาก ปัจจุบันสูญพันธุ์ไปแล้ว) ตอนที่มอบให้ท่านบอกว่า "ให้เฉพาะลูกศิษย์ที่ต้องใช้กำลังมากๆ" ตอนนั้นท่านกำลังเริ่มต้นสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่
-องค์ที่สอง องค์นี้พิเศษสุด เพราะมีองค์เดียวเท่านั้น เป็นพระปิดทวารทั้ง๙ แกะจากกระดูกไดโนเสาร์ ตอนอธิษฐานจิตท่านวางลงบนมือที่หงายแล้วใช้มืออีกข้างปิดครอบไว้ (ตั้งแต่นั้นมายังไม่เคยเห็นท่านทำอย่างนี้อีกเลย)แล้วท่านบอกว่า "ของดีนะเนี่ย"

mc80
10-23-2012, 08:16 PM
กฐินวัดท่าน วันไหนครับ...

จิตตะ
10-24-2012, 08:33 AM
วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน 2555 สามารถอ่านละเอียดได้ที่ www.pakeong.org ครับ

จิตตะ
10-26-2012, 01:19 AM
ใครอยากได้โปสเตอร์พระอาจารย์สุบรรณ์ สิริธโร วัดถ้ำผาเกิ้ง อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น ให้ไปขอรับได้ในวันงานกฐินสามัคคี ตรงกับวันอาทิตย์ที่่ 25 พฤศจิกายน 2555 นะครับ ภาพสวยมากน่าเก็บไว้ใส่กรอบบูชามากๆครับ ถ้าไม่ได้ไปจะน่าเสียดายมากครับ หมดแล้วหมดเลยเด้อพี่น้อง ขอปันใครก็ยากมากนะขอบอก

จิตตะ
01-05-2013, 04:33 PM
อ่านธรรมเทศนาพระอาจารย์สุบรรณ์ สิริธโร วัดถ้ำผาเกิ้ง ได้ที่ http://www.facebook.com/pakeong.org นะครับ