PDA

แสดงเวอร์ชันเต็ม : ปืนกล๊อก ประวัติปืน GLOCK ประวัติปืนกล๊อก ปืนGlock



udonza
12-19-2010, 08:11 AM
ประวัติปืน GLOCK ประวัติปืนกล๊อก ปืนGlock ได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นในปี 1963

ปืน GLOCK โดย พ.ต.ณัฐวัช เกษสมบูรณ์
Glock เป็นปืนพกมาตรฐานที่ผลิตขึ้นโดย บริษัท Glock ประเทศออสเตรีย หากกล่าวถึงปืน Glock โดยคร่าวๆ คงเป็นการบอกล่าวถึงโครงสร้างของปืน โดยโครงสร้างของปืน Glock ทำจากโพลิเมอร์ ส่วนที่เป็นลำเลื่อนและลำกล้องจึงจะทำด้วยเหล็กกล้า ความพิสดารของปืน Glock อยู่ที่ไม่มี safe และวัสดุที่ดูเหมือนพลาสติก แต่อย่างเพิ่งคิดว่า Glock จะไม่มีสิ่งเย้ายวนใจให้น่าสนใจเหมือนปืนของที่อื่นเขานะครับ เพราะว่าความพิเศษของปืน Glock นั้นอยู่ตรงที่ ระบบการจุดชนวนที่เป็นแบบเข็มแทงชนวนชนิดพุ่งกระแทก ไม่ใช้นกสับ และที่สำคัญ เรื่องราคาที่ค่อนข้างเป็นมิตรกับผู้ซื้ออยู่มาก แต่ปัจจุบันหลังจากรัฐบาลได้มีนโยบายจำกัดการมีอาวุธปืน ทำให้ราคาพุ่งขึ้นสูงเอาการอยู่ทีเดียว แต่เมื่อเปรียบเทียบกับปืนแบบอื่นๆ ที่มีขายในท้องตลาด ก็นับว่าเป็นราคาที่ยังพอรับได้ กับจุดประสงค์เพื่อนำมาใช้งานอย่างแท้จริง เรื่องความสวยงามนั้นก็แล้วแต่จิตใจของคุณจะชอบอย่างไร ไม่ขอออกความเห็น มาว่ากันด้วยเรื่องประสิทธิภาพการใช้งานดีกว่า



ปืน Glock ได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นในปี 1963 โดยผู้ที่ประดิษฐ์คือวิศวกรที่ทำงานอยู่ใน Deutsch-Wagram ซึ่งใกล้กับ Vienna ชื่อนักวิศวกรผู้นี้คือ Mr. Gaston Glock โรงงานที่เขาทำอยู่นั้นเป็นโรงงานที่เกี่ยวกับการประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ ที่ทำจากพลาสติกและเหล็ก เขาได้เริ่มพัฒนาและประดิษฐ์ปืน Glock ของเขาอย่างจริงจัง ณ ที่แห่งนี้ ความหวังลึกๆ ของเขาคือ "ปืนของเขานั้นเป็นปืนที่ดีที่สุด เพื่อเข้าไปช่วยงานในกองทัพได้" และนอกจากปืนแล้ว เขายังผลิตยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่สำคัญสำหรับการออกสนามรบ เช่น อุปกรณ์สนาม มีด และอาวุธต่างๆ ความมุ่งมั่นของเขาที่ทำให้ปืน Glock ขึ้นตำแหน่งผู้นำของโลกในเรื่องคุณภาพของปืน โดยเขายึดมั่นมาตรฐานการผลิต 3 ประการคือ ความเชื่อมั่นของลูกค้าความสะดวกในการใช้งาน การพกพา และการบำรุงรักษาที่ง่าย ก่อนที่จะติดตามเนื้อหาของปืน ลองมาทำความรู้จักกับผู้ประดิษฐ์คิดค้นปืน Glock กันก่อนนะครับ ว่านายช่างผู้นี้เป็นใคร



แกสตั้น กล็อค (Gaston Glock) ชาวออสเตรียเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นประธานบริษัท Glock ไม่ต้องบอกเราคงจะทราบแล้วว่าลุงแกสตั้น แกเป็นบุคคลระดับอัจฉริยะของโลก แต่ที่คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ก็คือ กล็อค ยังเป็นนักกีฬาว่ายน้ำวันละหลายกิโลเมตร ขนาดอายุปีนี้ก็ 77 ปีแล้วแต่ยังแข็งแรง เมื่อคืนวันที่ 26 กรกฎาคม 2542 กล็อคถูกทำร้ายที่เมืองลักซัมเบอร์ก โดยคนร้ายตีหัวด้วย ค้อนยาง หัวแตกถึงเจ็ดแผล เสียเลือดไปกว่าหนึ่งลิตร ลุงแกสตั้นยังมีแรงสามารถชกคนร้ายที่อายุน้อยกว่าเกือบ 20 ปี จนฟันหลุดออกจากปาก อัดกำปั้นเข้าเบ้าตา ไม่มีแรงหลบหนี เช้าวันต่อมามีคนไปพบทั้งสองคนนอนทับกันอยู่ จึงได้แจ้งตำรวจและหน่วยพยาบาลเข้าช่วยเหลือ



แกสตั้น ยังเป็นคนค่อนข้างจะเอาแต่ใจตัวเอง มุทะลุ และมีความเชื่อมั่นใจตัวเองสูงมาก มีเรื่องเล่ากันว่าเมื่อปี 2524 ก่อนกล็อคจะผลิตปืนตอนนั้น บริษัทยังเพียงแค่ทำเปลือกระเบิด พลั่ว และอุปกรณ์สนามพลาสติกให้กับกองทัพออสเตรีย เป็นช่วงฤดูกองทัพออสเตรียเปลี่ยนปืนพกประจำการ ลุงแกสตั้นไปได้ยินผู้พันท่านหนึ่งรำพึงกับเพื่อนร่วมงานว่า ไม่มีผู้ผลิตรายใด ยื่นเสนอปืนที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวตามต้องการของกองทัพได้ ลุงได้ยินเช่นนั้นก็สวนกลับไปว่า ได้สิ บริษัทกล็อคนี่แหละทำได้ ผู้พันสองคนหันดูลุงแกสตั้นแล้วหัวร่อใส่หน้า เท่านั้นแหละเป็นเรื่อง เล่นดูถูกกันต่อหน้าเช่นนี้มีหรือคนอย่างแกสตั้น กล็อค จะยอม คุณคริสโตเฟอร์ เอ็ดเวิร์ดส (Christopher Edwards) อดีตมือปราบผู้ช่วยนายอำเภอเจพเฟอร์สัน เคาน์ตี้ มลรัฐเคนตั๊กกี้ ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการสถาบันฝึกสอนของกล็อค อิงค์ สหรัฐอเมริกา หนึ่งในผู้ใกล้ชิดกับลุงกล็อค กล่าวว่า ไม่มีใครหัวเราะเยาะแกสตั้น กล็อคได้แล้วหลุดรอด



กล็อคมั่นใจว่าตนสามารถออกแบบและผลิตปืนมีคุณสมบัติตามที่กองทัพออสเตรียต้องการได้ดีกว่าคนอื่น ทั้งๆ ที่ลุงเองไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับปืนมาก่อน กล็อคบอกกับเพื่อนร่วมงานว่า ก็เพราะไม่มีความรู้นี่แหละ เป็นจุดเด่นทำให้ได้เปรียบเหนือผู้ผลิตรายอื่นๆ เพราะจะทำให้ความคิดของเขาเปรียบเหมือนผ้าขาว เปิดรับสิ่งใหม่ๆ ไม่ผูกติดกับวิธีการ เครื่องจักร หรือแม้กระทั่งเทคโนโลยีเก่าๆ



เป็นระยะเวลาสองปีที่ แกสตั้น กล็อค ตั้งหน้าตั้งตาออกแบบปืนกระบอกแรกของ บริษัทกล็อค ลูกน้องลุงกล็อคเล่าให้ฟังว่า ลุงจะทดสอบปืนต้นแบบด้วยตนเองแต่จะยิงด้วยมือซ้าย เพราะเผื่อปืนระเบิดยังมีมือขวาไว้เขียนหนังสือ แกมุ่งมั่นกับโครงการนี้จนเกิดอาการหงุดหงิด งุ่นง่าน ถึงขนาด คุณป้า เฮวก้า (Helga) ภรรยายังไม่กล้าเข้าใกล้ เมื่อปี 2526 กล็อคส่งมอบปืนชุดแรกให้กับกองทัพออสเตรีย หลังจากผ่านการทดสอบ ได้สั่งซื้อกล็อค 17 เป็นจำนวน 25,000 กระบอก กล็อคเป็นนวัตกรรมที่แตกต่างจากปืนอื่นๆ มีชิ้นส่วนเพียง 34 ชิ้นเปรียบเทียบกับปืนขนาด .45 เอซีพี ของสมิท แอนด์ เวสสัน ซึ่งมีส่วนประกอบถึง 60 ชิ้น โครงปืนผลิตจากวัสดุสังเคราะห์ ไม่เพียงมีราคาต้นทุนต่ำกว่า แต่ยังทำให้ความรู้สึกแรงสะท้อนถอยหลังน้อยกว่าปืนโครงโลหะ คุณจอนห์ ฟาร์นั่ม (John Farnum) ผู้ก่อต้องสถาบันฝึกอบรมป้องกันตัว Defense Trianing International ให้ข้อมูลว่า แกสตั้น กล็อค จะไม่รวยได้อย่างไร ก็เมื่อปืนมีต้นทุนประมาณ 75 เหรียญสหรัฐฯ ขายในราคา 500 เหรียญสหรัฐฯ นิตยสารธุรกิจอเมริกันชื่อ ฟอร์เบส (Forbes) ประมาณรายได้ของบริษัทกล็อคไว้ที่ 100 ล้านเหรียญ สองในสามของรายได้มาจากตลาดในสหรัฐอเมริกาทั้งส่วนพลเรือนและราชการ ซึ่งมีกว่า 4000 หน่วยงาน



การพัฒนา

ส่วนประกอบของปืน Glock ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างเหมาะสม การพัฒนาเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้ปืนมีความแข็งแรงต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น การพัฒนาผิวปืนที่แนบเนียน การฉาบสารพิเศษที่ผิวปืน ทำให้เพิ่มความแข็งแกร่งของปืนมากยิ่งขึ้น ที่แน่ๆ คือ ปืน Glock ปลอดภัยจากสนิมแน่นอนครับ เนื่องจากวัสดุที่นำมาทำปืนนั้นเป็นพวกโพลิเมอร์



ความแม่นยำ

ปืนพกของ Glock ถูกออกแบบเพื่อการใช้งานที่แม่นยำ ลักษะณะปืนได้รับการออกแบบ มาอย่างเรียบง่าย แต่เน้นความถนัด ผู้ใช้งานสามารถเลือกขนาดปืนได้ตามต้องการของขนาดมือ การออกแบบที่กลมกลืนของปืน Glock จึงทำให้สามารถครองใจนักนิยมปืนอยู่เป็นจำนวนมาก อุปกรณ์ต่างๆ ได้ถูกออกแบบมาอย่างลงตัวและเข้ากัน ที่สำคัญน้ำหนักของปืน Glock ก็ไม่หนักมากและเบามากจนเกินความพอดี ส่งผลให้การเล็งและบังคับทิศทางในการใช้ปืนได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น กล็อคได้เพิ่มความพิเศษของปืนด้วยการใช้สารโพลิเมอร์มาทำเป็นส่วนของโครงปืน และส่วนของด้ามจับหรือ Grip นั้นก็ได้รวมเข้ากับโครงปืนหรือตัวปืนด้วยเช่นกัน สำหรับเรื่องแรงดีดของปืนเวลายิงหรือที่เรียกว่าแรงรีคอยล์นั้น ก็ต่ำลงซึ่งจุดนี้ก็เป็นอีกประการหนึ่ง ที่ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องความแม่นยำของได้มากยิ่งขึ้น ลำกล้องของปืนจะมีขนาดทีใหญ่เป็นพิเศษ และลักษณะของ Hammer-forged จะเป็นลักษณะเกลียวเล็กๆ ขดอยู่ในตัวปืน แน่นอนสิ่งพิเศษเหล่านี้ย่อมเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของ Glock มากยิ่งขึ้น ส่วนไกปืนนั้นถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี ง่ายต่อการใช้งาน สำหรับการหวังเป้าหมายนั้น คุณสามารถไว้วางใจ Glock ได้ทุกประเภทของเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นเป้านิ่งหรือเป้าเคลื่อนไหว Glock ไม่ทำให้คุณผิดหวังอย่างแน่นอน



ระบบความปลอดภัยไกปืนของ Glock

ปืน Glock มีระบบความปลอดภัยในขณะยิงโดยใช้ระบบของกลไกปืนเป็นตัวป้องกันอันตราย โดยจุดนี้ถือว่าเป็นจุดได้เปรียบทางการค้าอย่างมาก สำหรับระบบรายละเอียดพอคร่าวๆ ดังต่อไปนี้



-ไม่มีระบบความปลอดภัยภายนอก

-ไม่มีระบบความปลอดภัยจากการง้างนก (เมื่อต้องการขึ้นนกปืน จะไม่มีระบบความปลอดภัยในจุดนี้)

-ปืนพกของ Glock ปลอดภัยในการยิงจนกระทั่งการยิงเสร็จสิ้น



ในการทำงานของปืน Glock มีอยู่ด้วยกัน 3 ระบบอัตโนมัติ เมื่อการทำงานของไกปืนเพื่อความปลอดภัยแล้ว ระบบดังกล่าวจะทำงานอย่างเป็นอิสระต่อกัน เมื่อคุณดึงไกปืนและยิงปืนออกไป ปืนจะทำการตั้งระบบใหม่ตั้งแต่ต้นโดยอัตโนมัติ โดยที่คุณไม่ต้องขึ้นไกปืนอีกครั้ง สำหรับระบบการหมุนกลับของไกปืนประกอบด้วย



1. Trigger Safety

2. Firing pin Safety

3. Drop Safety





ปืนสั้นตระกูลกล็อคได้สร้างชื่อเสียงจากรุ่นกล็อค 17 ซึ่งได้พัฒนาจาก Austrian company Glock Gmbh ปัจจุบันกล็อคมีชื่อเสียงทั้งมีดที่มีคุณภาพ และเครื่องมือเครื่องจักร จนกระทั่งกล็อค 17 ได้เข้าร่วมในการแข่งขันทดสอบ เพื่อนำไปเป็นปืนประจำการในกองทัพ และกล็อคได้รับชัยชนะอย่างสวยงาม กล็อคถูกบรรจุในกองทัพบกและตำรวจของออสเตรีย ในช่วงต้น ค.ศ. 1980 ในชื่อ P-80 กล็อค 17 และปืนในตระกูลกล็อคก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในวงการตำรวจ ทหาร และ ผู้รักษากฎหมาย ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ปืนกล็อคได้ส่งออกไปยังประเทศต่างๆ มากกว่า 50 ประเทศ ปัจจุบันกล็อคได้ผลิตปืนที่ใช้กระสุนปืนสั้น ที่เป็นที่นิยมหลักๆ ได้แก่ ขนาด 9x17mm Short (.380ACP), 9x19mm Luger, .357SIG, .40SW, 10mm auto และ .45ACP. กล็อคได้ผลิดตัวปืนทั้ง ขนาดตัวเต็มมาตรฐาน , ขนาดคอมแพคพกพา , ขนาดซับคอมแบท แบบซุกซ่อน และรวมถึงปืนในระดับแข่งขันด้วย ปืนกล็อคที่ใช้ในการฝึกซ้อมจะแยกสีของโครงปืนเป็น โครงปืนสีฟ้าสำหรับยิงกระสุนที่ไม่อันตราย(กระสุนสี) และโครงปืนสีแดงเป็นปืนที่ไม่สามารถยิงได้ กล็อคทุกรุ่นยกเว้นขนาด .380ACP จะใช้ระบบปฏิบัติการแบบรีคอยล์ โดยลำกล้อง กับสไลด์ขัดกลอนแบบบราว์นิ่ง โดยลำกล้องกับสไลด์จะล็อคตรงช่องคายปลอก ปืนกล็อคทุกรุ่นได้สิทธิบัตร "Safe action" หากไม่เหนี่ยวไก ปืนจะไม่ลั่น ก่อนทำการยิง เข็มแทงชนวนจะอยู่ในระดับครึ่งทาง และสมอล็อคเข็มแทงชนวนจะตกลงมา เมื่อผู้ยิงเหนี่ยวไก จะไปผลักให้สมอล็อคเข็มแทงชนวนยกตัวขึ้น พร้อมทั้งยันให้เข็มแทงชนวนถอยหลังไปจนถึงจุดลดเซียร์ จะทำให้เข็มแทงชนวนหลุดจากเซียร์ แล้วพุ่งกระแทกเข้ากับท้ายกระสุน แรงเหนี่ยวไกจะคงที่ทุกนัด (ปรับตั้งได้โดยเปลี่ยนตัว ลดเซียร์ มีน้ำหนักตั้งแต่ 2-5.5 กิโลกรัม) ต่างจากปืนอื่น กล็อคทุกรุ่นจะไม่มีระบบควบคุมอื่นภายนอก ยกเว้น ไก และ ปุ่มค้างสไลด์ (ข้อแตกต่าง ระหว่าง กล็อค 18 กับกล็อครุ่นอื่น คือปุ่มเลือกโหมดที่อยู่บนสไลด์) กล็อคที่ใช้กระสุน .380 ACP (โมเดล 25 และ 28) ต่างจากปืนกล็อค อื่น ๆ ตรงระบบปฏิบัติการโดยใช้ระบบโบว์แบ็ค ปืนรุ่นนี้ออกแบบเพื่อขายให้แก่ประชาชนในประเทศที่ไม่อนุญาติให้จำหน่ายกระสุนที่มีประจำการในกองทัพขายให้แก่ประชาชน ปืนกล็อคทุกรุ่นจะมีโครงปืนเป็น โพลิเมอร์ และ สไลด์โลหะที่เคลือบ อบความร้อน ด้วยสาร เทนิเฟอร์ เพื่อป้องกันสนิมและการกัดกร่อน กล็อครุ่นแรกจะไม่มีร่องนิ้วมือและร่องวางนิ้วหัวแม่มือ เหมือนกล็อคที่ผลิตในปัจจุบัน กล็อคที่ผลิตในทุกวันนี้จะมีรางใส่อุปกรณ์เสริมใต้ลำกล้อง ศูนย์หน้าและหลังจะมึขีดขาวหรือสารเรืองแสงสอดอยู่ และศูนย์ปรับได้จะอยู่ในรุ่นแข่งขัน เกือบทุกรุ่นของ กล็อคที่ถูกดัดแปลงเจาะพอร์ทจากโรงงานจะมีตัวอักษร "C" ต่อท้าย เช่น Glock 17C เป็นต้น กล็อค 17 (เพียงรุ่นเดียว)ที่สามารถติดตั้งชุดยิงใต้น้ำ ที่ทำให้ปืนกล็อคยิงใต้น้ำได้อย่างปลอดภัย โดยทั่วไปการยิงใต้น้ำเกิดขึ้นในสงครามน้อยมากเพราะระยะยิงที่สั้นมากนั่นเอง แต่จุดประสงค์หลักคือการแสดงให้เห็นว่ากล็อคสามารถยิงได้ในทุกสภาวการณ์ หากมีน้ำในลำกล้อง ปืนหลายรุ่นลำกล้องจะระเบิดแตกออกทันทีที่ยิง ชุดเลือกระบบการยิงของกล็อคในกล็อค 18 ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับกระสุนขนาด 9mm Luger และออกแบบเพื่อจำหน่ายให้กับกองทัพและผู้รักษากฏหมายเท่านั้น กล็อค 18 สามารถเลือกยิงแบบทีละนัดหรือยิงทีละ 3 นัด กล็อค 18 จะมีแม๊กกาซีนพิเศษที่ใส่กระสุนได้ถึง 31 นัด และชุดพานท้ายที่สามารถต่อเพิ่มเติมได้เพื่อความปลอดภัย อุปกรณ์บางอย่างของกล็อค 18 จะไม่สามารถสับเปลี่ยนหรือใช้กับกล็อค 17 หรือกล็อค 19 ได้ จากการคำนวณในโหมด Full-Auto กล็อคจะสามารถยิงได้ถึง 1200 นัดต่อนาที ในปัจจุบันกล็อคได้ผลิตปืนสั้นออกมาโดยมีตัวเลขกำกับรุ่นอยู่ตั้งแต่กล็อค 17 จนถึงกล็อค 39


ในส่วน Glock Series ของปืน BB นั้นจะต้องบอกว่า KSC เป็นบริษัทที่ได้ลิขสิทธิ์ในการผลิตมากที่สุด (หลายรุ่น) โดยแรกเริ่มเดิมทีจะมี



Glock 17 : เป็นปืนขนาดมาตรฐาน (Full Size) และเป็นโมเดลแรกของสายการผลิต สามารถทำยอดขายได้เยี่ยมยอด ซึ่งทาง KSC ออกแบบกลไกและระบบใกล้เคียงกับปืนจริงมาก ซึ่งต่อมาก็มีการผลิตตามมอีกหลายรุ่นด้วยกัน



Glock 18C : หลายคนมักจะเข้าใจว่ารหัส C หมายถึงปืนที่ยิง Full Auto ได้ แต่ความจริงแล้ว C ย่อมาจาก Compensator หมายถึงปืนที่มีการเจาะ Port ระบายแก๊ส เพื่อลดอาการสะบัดของปืน (Recoil) มาจากโรงงานเลย (Compensated Mode)ในปืนจริงก็เลยหมายถึง Glock ที่ยิง Full Auto ได้ แล้วมีการเจาะ Port จากโรงงานมาแล้วนั่นเอง แต่สำหรับปืน BB มันคือ G17 ที่ยิง Auto ได้ และมี Rail Interface มาด้วย



Glock 19 : รุ่นยอดนิยม ด้วยการออกแบบมาให้เป็นขนาด Compact Size และมาพร้อมกับ Rail Interface มีการปรับปรุงกลไกการยิงอีกพอสมควร เพื่อเพิ่มความทนทาน ทำให้ได้รับความนิยมสูงสุดเป็น Glock ที่ขายดีที่สุดของ KSC ในปัจจุบัน แต่ทั่งนี้ G19 มีสอง Version คือ Japan Version และ Taiwan Version ในแง่การยิงแล้วไม่แตกต่างกัน แต่ Japan Version จะมีสีของโครงปืนที่ต่างออกไปและผลิตมาจำนวนน้อย ทำให้มีราคาที่สูงกว่าปกติ นอกจากนี้แล้วทั้งสอง Version ก็เหมือนกันทุกประการ



Glock 23F : จะว่าไปแล้ว มันก็คือ G19 ที่ยิง Full Auto ได้นั่นเอง ลำกล้องเป็น Hybrid เจาะพอร์ท แต่ที่ดีกว่าก็คือ มาพร้อมกับ Rail System แบบ 2 ราง สามารถติดของเล่นได้เยอะกว่า G18C



Glock 26 : เป็นปืนพกซ่อน(Sub-Compact)ขนาดเล็กที่สุดใน GLOCK Series จริงๆแล้ว ทาง KSC ก็ผลิต G26 ออกมาเช่นกัน ไม่ใช่แต่ Tokyo Marui ซึ่งโมเดลนี้ก็มี 2 Version เช่นเดียวกับ G19



Glock 26C: คือ Glock 26 ทรง Sub-Compact ที่มีระบบการยิงแบบ G18C สามารถยิง Full Auto ได้ (เป็นปืนกลที่เล็กที่สุดในโลก)



Glock 34 : จริงๆแล้ว Glock34 สำหรับปืนจริง เป็นปืนที่ทำมาเพื่อใช้สำหรับการแข่งแบบ IPSC ดังนั้นพอเป็น BB ก็เลยได้อานิสงส์ความแม่นยำจากความยาวลำกล้อง ซึ่งผมขอบอกว่า ประทับใจมากกับกลุ่มกระสุน และระยะหวังผล


แนวความคิดปืน GLOCK กับกองทัพไทย

ในอดีตที่ผ่านมาจนถึงยุคปัจจุบันปืนพกมาตรฐานที่ประจำการอยู่ในกองทัพไทยนั้นคือปืนพกตระกูล Colt จากประเทศสหรัฐอเมริกา หรือในภาษาราชการในกองทัพบกไทยคือ ปพ.86 ขนาด .45 (11 มม.) เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมากองทัพไทยมีความสัมพันธ์ทางทหารที่ดีกับประเทศสหรัฐอเมริกา ดังนั้นอาวุธยุทโธปกรณ์ส่วนใหญ่จึงใช้ของประเทศมหาอำนาจนี้ ข้อดีของปืนตระกูล Colt นี้ใช้ระบบแบบ 1911 ในแบบ Single action เป็นที่โด่งดังในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ตัวปืนเป็นเหล็กล้วน มีความแข็งแรงทนทาน มีขนาดกระสุนที่ใหญ่ที่สุดในปืนพกด้วยกัน ซึ่งส่งผลต่ออำนาจหยุดยั้งคู่ต่อสู้ได้เป็นอย่างดี แต่ข้อด้อยของปืนพกที่มีอยู่นี้คือขนาดและน้ำหนักที่มาก ไม่สะดวกต่อการพกพา อีกทั้งปริมาณกระสุนที่สามารถบรรจุได้มีจำนวนน้อยกว่ากล็อคหรือปืนประเภทลูกดก แต่ก็ยังถือได้ว่าปืนชนิดนี้ยังใช้งานได้ดีในกองทัพและบรรจุในหน่วยรบมาตรฐาน เพราะแนวความคิดของการใช้งานปืนพกในหน่วยมาตรฐานนั้น ปืนพกเป็นเพียง Secondary weapon คือเป็นปืนสำรองที่ใช้ในการรบ

หากมองถึงภัยคุกคามและภารกิจของกองทัพในปัจจุบัน รวมไปถึงลักษณะการปฏิบัติงาน เช่น การปฏิบัติงานนอกเครื่องแบบต่างๆ หากใช้ ปพ.86 แบบเดิมคงจะไม่เหมาะแน่ ลักษณะงานที่มีความคล่องตัว ความคล่องแคล่วในการเคลื่อนที่ สะดวกในการพกพา แม่นยำ กล็อคน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีทางเลือกหนึ่ง จากคุณลักษณะที่ได้กล่าวไปในช่วงต้นของบทความ กล็อคนั้นมีความเหมาะสมในหลายประการ ถึงแม้ว่าในกองทัพบกไทยเคยจัดหาอาวุธปืนพก จากยี่ห้ออื่นมาหลายยี่ห้อแล้วเช่น Browning 9 มม. บรรจุอยู่ใน พันจู่โจม หรือ ปืนพกยี่ห้อ Sig ก็ดี ปืนเหล่านี้มีประสิทธิภาพที่ดีมาก หากแต่ราคาต้นทุนในการจัดหาสูงกว่าปืนกล็อคซึ่งมีประสิทธิภาพทีไม่น้อยหน้า ดังนั้นปืนกล็อคน่าจะเข้ามามีโอกาสพิสูจน์คุณภาพของตัวปืนให้กับงานที่มีลักษณะปฎิบัติการพิเศษในกองทัพไทยบ้าง กล็อคนั้นมีความพิเศษอีกประการหนึ่งคือมี Accessory หรืออุปกรณ์ตกแต่งมากมายที่จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพให้กับตัวปืน เมื่อกำลังพลได้ใช้ยุทโธปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพแล้ว จะทำให้ภารกิจของหน่วยสามารถที่จะประสบผลสำเร็จได้ดี อีกทั้งยังช่วยรักษากำลังพลไม่ให้สูญเสียโดยไม่จำเป็น

พ.ต.ณัฐวัช เกษสมบูรณ์

http://cgsc.rta.mi.th/cgsc/index.php?option=com_content&view=article&id=651:-glock-87056&catid=7:88&Itemid=25

http://www.glock.com/

ประวัติปืน GLOCK ประวัติปืนกล๊อก ปืนGlock ถูกประดิษฐ์ในปี 1963

udonza
12-19-2010, 08:25 AM
ก่อกำเนิด การเติบโตของ GLOCK

1980 จากผู้ผลิตเครื่องสนามทางทหาร ได้ทำการศึกษาและออกแบบปืนพก เพื่อเข้ารับการคัดเลือกใน
กองทัพ Austria โดยนำความชำนานด้าน High-strength synthetic มาเป็นแนวทางผลิตปืน โดยเรียน
เทคโนโลยี จากปืนพก H&K P7 และภายในปีเดียว GLOCK 17 ต้นต้นแบบ และตัว Pre Production
ก็ออกมา ได้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นปืนประจำการรหัส P80 ในกองทัพ Austria ในปี 1882

1986 ปืนตัวที่ 2 ของ GLOCK ก็ออกสู่สถารณชน โดยทางกองทัพ Austria ต้องการปืนพกกล เพื่อประจำ
การในหน่วยปฏิบัติการพิเศษ EKO - Cobra ปืนของ GLOCK ตัวที่ 2 คือ GLOCK 18 ในปี 1986 GLOCK
ได้ทำการ Redisign ส่วนด้าม และหน้าโกงไกปืน ให้มีลายกันลืน เพื่อให้ปืนสามารถรองรับกับการเป็น
ปืนพกกลได้ และส่งผลให้ GLOCK 17 ได้รับการปรับปรุ่งส่วนนี้ไปด้วย และเป็นปีที่ GLOCK 17 เริ่มส่ง
ปืนไปขายในอเมริกาโดยตรง

1988 GLOCK ได้ออกปืนอีก 2 รุ่น คือ GLOCK 17L ที่ใช้ Lower Frame ของ GLOCK 17 มาใส่กับชุด Slideและลำกล้องยาว 6 นิ้ว เพื่อส่งปืนเข้าแข่งขันในรายการ IPSC และออกแบบโครงปืนขนาด Compact ที่ใช้
กับลำกล้อง และ Slide ขนาด 4 นิ้ว และให้รหัสรุ่นว่า GLOCL 19 และทำให้ GLOCK 19 ได้รับความสนใจ
เป็นอย่างมาก ด้วยขนาดที่กระชับมือ และเป็นปืนขนาด Compact ที่สามารถบรรจุกระสุนได้ถึง 15 นัด

1990 GLOCK ให้ความสนใจกับกระสุนขนาด .40S&W จึงทำการออกรุ่น GLOCK 22 และ 23 ออกมา ทำให้
ตลาดเจ้าหน้าทีของสหรัฐสนใจเป็นอย่างมาก และได้รับเข้าเป็นปืนของตำรวจ และเจ้าหน้าของสหรัฐอย่างมาก
มาย และในปีเดียวกันตลาดสหรัฐเปิดกว้างรับ GLOCK มาขึ้น GLOCK จึงทำการออกแบบโครงปืน หรือ Frame เพื่อรองรับกับกระสุนขนาด 10mm Auto และ .45 ACP ปืนได้รับการตอบรับในหมู่เจ้าหน้าทีเป็นอย่างดีเช่นกัน
โดน GLOCK 20 ทาง FBI รับเข้าเป็นปืนประจำกาย GLOCK 21 ทาง SIS LAPD รับเข้าเป็นปืนประจำกาย

1994 GLOCK เป็นที่สนใจในหมู่นักกีฬายิงปืน IPSC และกระสุนขนาด .40 S&W ก็เริ่มที่เป็นที่สนใจในวงการ
GLOCK ได้ทำการออก GLOCK 24 .40S&W เข้ามาเสริมตัว GLOCK 17L ที่ใช้กระสุน 9 x 19 mm.

1995 GLOCK ขยายฐานการตลาดให้ครอบคลุม โดยออกปืนขนาด Sub Compact ซึ่งทำการออกแบบใหม่ทั้งหมด ออกรุ่น GLOCK 26 9x19mm. และ GLOCK 27 .40S&W และมองตลาดกระสุนแรงดันต่ำขนาด .380 ACP ในแบบCompact ในรุ่น GLOCK 25

1997 GLOCK สร้างความตกใจในวงการออกปืนขนาด 10mm Auto และ .45 ACP ในขนาดปืน Sub Compact โดยออกแบบโครงปืน Sub Compact ที่ใช้กับกระสุนขนาดใหญ่ใหม่ทั้งหมด ในรุน GLOCK 29 และ 30

1998 GLOCK ได้ทำการ Redisign ส่วนโครงปืนทั้งแบบ STD. Size และ Compact Size ใหม่ โดยโครงปืนส่วนด้ามทำการเสริมร่องกรีบนิ้วมือส่วนหน้าด้าม และร่องนิ้วหัวแม่มือที่ด้างข้าง ทำให้ปืนจับกระชับมากขึ้น ส่วนคางปืนส่วนครอบกันฝุน ใส่รางติดอุปกรณ์เสริมเข้าไป ถือว่าเป็น GLOCK New Generation รุ่นที่ออกเริมจากเดิมก็มีGLOCK 31 / 32 / 33 ทั้งหมดใช้กระน .357 SIG และออกปืนแข่งขัน GLOCK 34 9x19mm และ GLOCK 35 .40S&Wในปีนี้ GLOCK ถือว่าเป็นปีที่ GLOCK ออกรุ่นปืนมากที่สุด และมีการเปลี่ยนแปลงในตัวปืนมากที่สุด

1999 GLOCK ออกแบบเป็น Slimline หรือปืนที่ใช้แม็กกาซีนแบบแถวเดียว ในขนาด .45 ACP เพื่อให้เป็นปืน
ขนาด Sub Compact แบบพกซุกซอนได้อย่างแท้จริง รุ่นที่ออกมาคือ GLOCK 36 Slimline

2001 GLOCK ได้ทำการ Redisign โครงปืนที่ใช้กับกระสุน 10mm Auto และ .45 ACP ให้ส่วนด้ามมีกริบนิ้ว และมีราวติดตั่งอุปกรณ์ด้วยเช่นกันใน GLOCK 20 21

2003 GLOCK พิสูจน์ให้เห็นว่า GLOCK ไม่เพียงผลิตปืนตามขนาดกระสุนได้เท่านั้น GLOCK ยังสามารถออกแบบกระสุนเพื่อให้เหมาะกับปืนตัวเองได้ด้วย กระสุนที่ GLOCK ออกแบบคือ .45 GAP เป็นกระสุนหน้าตัดใหญ่ที่สามารถใช้กับโครงปืนขนาด 9 x 19 mm. ได้ โดยออกมาในรุน GLOCK 37 / 38 / 38

2006 GLOCK เห็นว่า GLOCK 20 และ 21 มีขนาดที่ใหญ่ไป ได้ทำการ Redisign ตัวโครงปืน และส่วนของ Slide ให้มีขนาดที่เล็ก และสั้นลง แม้จะใช้กระสุนขนาด 10mm Auto และ .45 ACP ปืนรุ่นใหม่ล่าสุดของ GLOCK คือ GLOCK20 SF และ GLOCK 21 SF ซึ่งรหัสตัวหลังย่อมาจาก Shot Frame ปืนรุ่นใหย่มีขนาดที่เล็กลงจนมรขนาดใกล้เคียงGLOCK 17

นี้เป็นวิวัฒนาการของปืน GLOCK

http://www.thaiairsoftgun.com/board/index.php?topic=35121.0

udonza
12-19-2010, 08:39 AM
คู่แข่ง ของ ปืน กล๊อก ปืน Glock

ถ้าเอ่ยถึงปืน"กล็อค" (Glock) คงจะไม่มีใครที่ไม่รู้จัก (โดยเฉพาะท่านที่ชอบ เกี่ยวกับปืนผาหน้าไม้) เพราะปืนกล๊อค เป็นปืนที่เคยร่ำลือกันว่า สามารถรอดพ้นจากการตรวจจับ จากเครื่องตรวจจับโลหะ ในสนามบินได้ เนื่องจากโครงปืนนั้น ทำจากโพลีเมอร์ (เป็นพลาสติกชนิดหนึ่ง ที่มีความแข็งแรงมาก) แต่นั่นก็เป็นเพียงเรื่องโจ๊กที่กรุกันขึ้นมาเท่านั้น เพราะจริงๆแล้ว "ตัวสไลด์" ของปืน รวมทั้ง"ลำกล้อง" ยังคงเป็นโลหะอยู่ แต่ถึงอย่างไรก็ทำให้ ปืนกล็อค โด่งดังขึ้นมาในเวลาอันไม่นาน ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ติดอันดับปืนยอดนิยมไปแล้ว โดยเฉพาะในบ้านเรา ปืนกล็อค เป็นปีนที่ผลิตในประเทศออสเตรีย

ในภายหลังก็มีปืนอีกหลายยี่ห้อ ที่เอาอย่างปืนกล็อค คือผลิตปืนที่ใช้โครงโพลีเมอร์ออกมามากมาย แต่หนึ่งในนั้นก็มีปืนที่ผลิตจากประเทศรัสเซีย ออกมาเหมือนกัน โดยที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักมากนัก เพราะเป็นปืนที่ผลิตออกมาใช้ในกองทัพ ยังไม่ค่อยแพร่หลายออกมาสู่ประชาชนมากนัก

นั่นคือปืน"ไบคาล"(Baikal) รุ่น MP-446 ฉายา"Viking"ผลิตโดยโรงงาน "IZHEVSKY MEKHANICHESKY ZAVOD" ใช้กระสุนขนาด 9 ม.ม.ตัวโครงปืนเป็นโพลีเมอร์ เช่นเดียวกับปืนกล็อค แต่สไลด์และกระบอกปืน ยังคงใช้เหล็กกล้า รูปร่างต่างๆยังคงเอาแบบมาจากรุ่นพี่ของมัน คือปืน "Yarygin"ซึ่งเป็นเหล็กกล้าทั้งกระบอก ปืน Baikal MP-446 เข้าประจำการในกองทัพรัสเซีย ในปี 2003 หลังผ่านการทดสอบมาอย่างโชกโชน เป็นปืนที่แข็งแรง สมบุกสมบัน ได้รับการยกย่องจากทหารรัสเซียเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะความแม่นยำ อนาคตไม่แน่อาจจะมีการนำมาจำหน่ายในท้องตลาดก็เป็นได้ แต่นั่นคงต้องได้รับการปรับปรุงความเรียบร้อย สวยงามของชิ้นงานเสียก่อน....

http://www.oknation.net/blog/LikeRussia/2008/08/21/entry-1

udonza
12-19-2010, 08:55 AM
ปืนกล็อก .. ล็อกคนร้ายยิง"น้องโตมี่"

พล.ต.อ.อัศวิน, พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง รอง ผบช.ภ.1 และ พ.ต.อ.ชยานนท์ มีสติ ผกก.1 บก.สส.ภ.1 จึงได้ให้ชุดสืบสวนหาพยานแวดล้อมจากหลักฐานในที่เกิดเหตุ นั่นคือ "ปลอกกระสุนขนาด 9 มม." ซึ่งมีเอกลักษณ์พิเศษที่สามารถมองเห็นด้วยสายตาคือ บริเวณท้ายปลอกกระสุนปืน บริเวณเข็มแทงชนวนจะเป็นทรงเหลี่ยม จะรู้ได้ทันทีว่าปลอกกระสุนที่พบยิงมาจากอาวุธปืนขนาด 9 มม.ยี่ห้อ "กล็อก" !?

จนกระทั่งแกะรอยไปถึง 2 คนร้ายที่เคยก่อเหตุยิงปืนขึ้นฟ้าหลายนัดในคืนวันลอยกระทง เจ้าของฉายา "จิ๊ป ไผ่เขียว" และ "โจ๊ก ไผ่เขียว" นักเลงขาใหญ่ ประจำชุมชนวัดไผ่เขียว อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา...เพียงไม่นาน ผลการตรวจปลอกกระสุนปืนที่พบในที่เกิดเหตุคดีของน้องโตมี่ และปลอกกระสุนที่พบในชุมชนวัดไผ่เขียวตรงกัน!!

เมื่อชุดสืบสวนตรวจสอบข้อมูล พบว่าเจ้าของฉายา "จิ๊ป ไผ่เขียว" คือ นายนพพล ประสงค์ศิล อายุ 23 ปี มักชอบขี่รถจักรยานยนต์ ส่วนเจ้าของฉายา "โจ๊ก ไผ่เขียว" คือ นายชาญชัย ประสงค์ศิล อายุ 29 ปี มักเป็นผู้ซ้อนท้าย และจากการตรวจสอบประวัติอาชญากรพบว่าทั้งสองคนมีหมายจับในหลายคดี ทั้งคดียาเสพติด และคดีพยายามฆ่า โดยก่อเหตุในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.ปทุมธานี

ชุดสืบสวนจึงติดตามแกะรอยพี่น้องคู่นี้ทันที จนกระทั่งทราบว่าหลบมาพักอาศัยอยู่บริเวณสมายแมนชั่น หมู่ 4 ต.คานหาม อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา ระหว่างที่กำลังเข้าตรวจสอบ นายชาญชัยออกมาจากแมนชั่นดังกล่าว ชุดสืบสวนจึงแสดงตัวเข้าตรวจค้ นปรากฏว่านายชาญชัยชักอาวุธปืนยิงต่อสู้เพื่อหลบหนี แต่ถูกชุดสืบสวนยิงตอบโต้จนกระทั่งเสียชีวิต

"ชุดสืบสวนสอบสวนมีหลักฐานแน่นหนาว่า คนร้ายทั้งสองคนก่อเหตุยิงในคดีน้องโตมี่ ส่วนคนร้ายที่ยังหลบหนี ตอนนี้ชุดสืบสวนพอรู้ที่หลบซ่อนตัว ขอเตือนว่าให้ออกมามอบตัว ไม่อยากให้เกิดการสูญเสีย เพราะการสืบสวนทราบว่านายนพพลก็พกอาวุธปืนติดตัวตลอดเวลา" พล.ต.ต.คำรณวิทย์ กล่าว

http://www.komchadluek.net/detail/20101214/82646/%E0%B8%9B%E0%B8%B7%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%81..%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B9%88.html

udonza
12-19-2010, 08:58 AM
ภาพการทำงานภายในตัว ปืนกล็อก ขณะกำลังยิง GLOCK

http://www.youtube.com/watch?v=-e_3Ihpq9T4&feature=player_embedded

ภาพการทำงานภายในตัว ปืนกล็อก ขณะกำลังยิง GLOCK

udonza
12-19-2010, 09:01 AM
โชว์การถอด ประกอบ Glock อย่างละเอียด

http://www.youtube.com/watch?v=b9YwXvPrsE0

udonza
12-19-2010, 09:05 AM
อัพเกรด ปืนกล็อก ให้เป็น ปืนยาว

อัพเกรดกล็อกให้เป็นปืนยาว
โดยสุพินท์ สมิตะเกษตริน...รายงาน

การใช้ปืนสั่นที่มีพานท้ายต่อด้ามให้ยิงได้อย่างปืนคาร์ไบน์เป็นความนิยมเป็นอย่างมากในยุคที่ยังใช้ปืนไรเฟิลแบบลูกเลื่อนเนื่องจากในการรบที่ระยะ 50-100 เมตร หากจะต้องรับมือกับศัตรูที่กำลังชาร์จเข้ามาก็จะมีเวลายิงด้วยปืนไรเฟิลได้เพียง 2 หรือ 3 นัดเท่านั้น ก็เข้าประชิดตัวกันแล้ว แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นปืนสั้นต่อด้าม ไม่ว่าจะเป็นแบบออโต หรือลูกโม่ก็ตาม จะยิงหวังผลในระดับวันช๊อต วันคิลล์ได้ 6 ถึง 10 นัด
ปืนสั้นต่อด้ามเริ่มหมดความนิยมไปเมื่อมีปืนไรเฟิลแบบบรรจุเอง ซึ่งทั้งยิงเร็วกว่าแม่นกว่า และมีอานุภาพเหนือกว่าปืนสั้นต่อด้าม ผนวกกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่ซื้อปืนมากที่สุดในโลกได้ออกกฎหมาย NFA (National Firearms Act) ควบคุมทั้งปืนยาวปืนสั้น คือถ้าปืนยาวก็ต้องมีลำกล้องยาวเกินกว่า 16 นิ้ว ถ้าลำกล้องสั้นกว่านั้นก็จัดเป็นปืนสั้น ที่ต้องห้ามไม่ให้มีพานท้าย ไม่ให้มีด้ามจับด้านหน้า ทำให้ปืนสั้นต่อด้ามต้องค่อยๆ สูญพันธุ์ไป
สำหรับกฎหมายไทย เราไม่ได้ควบคุมแบบอเมริกัน ที่จริง พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ ของไทยเราไม่ได้บัญญัติศัพท์คำว่าปืนสั้น หรือ ปืนยาวเอาไว้ด้วยซ้ำ แม้แต่กฎกระทรวงเองก็ยังไม่พูดถึงปืนสั้นกับปืนยาว กฎหมายไทยเราไปเพ่งเล็งที่ระบบการทำงานของตัวปืนเป็นหลัก คือเราจะควบคุมเฉพาะปืนแบบกึ่งอัตโนมัติว่าต้องเป็นปืนลูกกลดหรือปืนลูกซอง แล้วถ้าเป็นปืนชนวนกลางลำกล้องมีเกลียว ก็จะต้องมีลำกล้องยาวไม่เกิน 160 มม.เท่านั้น ส่วนที่ว่าจะมีพานท้ายหรือไม่หรือพานท้ายยาวมากยาวน้อยอย่างไร จะออกแบบให้ ยืด/หด ได้ หรือจะมีด้ามเป็นสั้นแบบใหน กฎหมายไทยเราไม่ได้พูดถึง
นี่เองทำให้อุปกรณ์อัพเกรดปืนสั้นให้ยิงได้แบบปืนยาว เป็นอุปกรณ์ที่น่าใช้ในเมืองไทยเพราะเป็นการเพิ่มขึดความสามารถในการยิงขึ้นอีกมาก ซึ่งไม่ได้เป็นการทำให้ปืนมีอานุภาพร้ายแรงขึ้น แต่เป็นเรื่องที่ทำให้ผู้ยิงสามารถยิงได้แม่นยำขึ้น ลดโอกาสผิดพลาดไปถูกผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องให้น้องลง
ชุดอัพเกรดปืนสั้นมี 2 ประเภท ประเภทแรกคือใช้เฉพาะโครงปืนของปืนสั้นโดยในชุดอัพเกรดจะมีลำกล้องของตัวเอง, โครงปืนส่วนบน และลูกเลื่อนของชุดอัพเกรดเอง อาศัยเฉพาะระบบป้อนกระสุน กับชุดลั่นไกของปืนสั้นของเดิม ตัวอย่างเช่น CCU ของ MECH TECH ของ M1911 และกล็อค 17 ที่เราเคยนำมาทดสอบให้ดูแล้ว
แต่ชุดอัพเกรดแบบที่มีลำกล้องปืนกับลูกเลื่อนอยู่ด้วย จำเป็นจะต้องขอใบอนุญาตซึ่่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะติดขัดสำหรับ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ของไทยเรา เนื่องจากมาตรา 9 วรรคสอง กำหนดให้ออกใบ ป.4 ได้เฉพาะตัวอาวุธปืนจริงๆ เท่านั้น แต่ไม่อนุญาตให้ออก ป.4 ให้กับชิ้นส่วนสำคัญที่เทียบเท่าอาวุธปืน
คือตอนที่จะสั่งนำเข้าลำกล้อง หรือเครื่องลั่นไก เราจะต้องขอใบ ป.2 เพื่อสั่งชิ้นส่วนสำคัญเหล่านี้ สมมติว่าจะสั่งลำกล้องปืน ก็จะต้องแปลใบ ป.2 แล้วส่งไปต่างประเทศเพื่อให้ทางผู้ขายใช้สำหรับทำใบอนุญาตส่งออก แล้วเมื่อลำกล้องมาถึงศุลกากรไทย เราก็เอาใบ ป.2 ภาษาไทยไปออกของ แต่ถ้าเป็นการสั่งเครื่องลั่นไกก็ง่ายหน่อย เพราะต่างประเทศเขาไม่ควบคุมชิ้นส่วนชิ้นนี้ สั่งมาได้เลยโดยไม่ต้องแปลใบอนุญาตส่งไปก่อน พอของเข้ามาแล้วค่อยเอาใบ ป.2 ไปออกของ
แต่พอได้ชุดอัพเกรดมาแล้ว เราจะขอให้นายทะเบียนออกใบ ป.4 ให้ชุดอัพเกรดไม่ได้ ต้องเอาไปผูกไว้กับใบ ป.4 ของอาวุธปืนโดยนำใบ ป.2 กับใบ ป.4 ไปให้นายทะเบียนสลักหลัง เพิ่มเติมชิ้นส่วนนี้ไว้ที่ใบ ป.4 ย้ายไปอยู่กับกระอื่นไม่ได้ แถมอีตอนจะขายต่อ คนซื้อจะมีปัญญาขอใบ ป.3 แบบซื้อหนึ่งแถมหนึ่งมารับโอนไปได้หรือเปล่า
ส่วนชุดอัพเกรดของ EMA ที่เรานำมาทดสอบในฉบับนี้ เป็นชุดอัพเกรดที่ทำงานได้โดยไม่มีชิ้นส่วนสำคัญที่ต้องขอใบอนุญาตเพิ่มเติมเลยแม้แต่ชิ้นเดียว เพราะมีลักษณะเป็นโครงโพลิเมอร์ที่หุ้มภายนอกของตัวปืนเอาไว้ ระบบการทำงานของตัวปืนยังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง เพราะชุดอัพเกรดจะยึดเฉพาะโครงปืนด้านล่าง ปล่อยให้สไลด์เคลื่อนไหวอิสระเหมือนเดิม และยิงออกไปทางลำกล้องเดิม
ชุดอัพเกรดเป็นโพลิเมอร์ และติดรางแบบ M1913 หรือรางพิคาทินนีเอาไว้รอบตัว รางด้านล่างซึ่งออกแบบไว้ติดด้ามปืนด้านหน้าหรือเวอร์ติคัลกริพ จึงใช้เป็นรางโพลิเมอร์ ส่วนรางด้านข้าง ซ้าย/ขวา กับด้านบนเป็นอะลูมินั่ม เพื่อให้ติดตั้งอุปกรณ์ได้แข็งแรงมากขึ้น เช่นแหวนรัดศูนย์กล้องกับไฟฉายแรงสูง หรือเครื่องเล็งเลเซอร์
ท่านผู้อ่านที่ติดตามเรื่องเกี่ยวกับปืน AR-15 หรืชอบเล่นปืน BB คงจะรู้จัก CAA ว่าเป็นผู้ขายชิ้นส่วนอะไหล่และชุดอัพเกรดปืน AR-15 และ M16 รายใหญ่ของอเมริกาแต่จริงๆแล้ว CAA ไม่ได้ผลิตอุปกรณ์เหล่านี้ในสหรัฐอเมริกา แต่ไปทำที่ EMA ในอิสราเอล และตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าจะออกแนวเกาเหลากันนิดหน่อย เพราะทาง EMA ก็เริ่มทำสินค้าออกมาขายเอง แถมบางชิ้นก็ยังเป็นของที่ขายในสหรัฐไม่ได้เสียด้วยอย่างเช่นชุดอัพเกรดชุดนี้เป็นต้น
EMA เริ่มทำชุดอัพเกรดใช้กับปืนกล็อกที่มีขนาดเท่ากับกล็อก 17 และ 19 เป็นแบบแรก และใช้กับซิก 226 กับ 228 เป็นแบบที่สอง ของกล็อคเสร็จเรียบร้อยนำออกมาขายได้แล้ว ส่วนของซิกยังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบในระดับโรงงานผู้ผลิตและในปัจจุบันกำลังวิจัยและพัฒนาเพื่อจะทำออกมาใช้กับเบเร็ตต้า 92 และ Px4
ชุดอัพเกรดที่ใช้กับกล็อก จะต้องใข้กับกล็อกในเจนเนอเรชั่น 3 คือกล็อกที่ปรับปรุงเป็นครั้งที่ 2 ใน ค.ศ.1991 ให้มีรางพิคิทินนีที่ด้านล่างของโครงปืน แบบที่กล็อกเรียกว่า “Universal Glock rail” เนื่องจากชุดอัพเกรดจะยึดกับรางนี้เพียงจุดเดียวเท่านั้นแล้วปล่อยให้สไลด์วิ่งเดินหน้าถอยหลังได้
ว่าแต่ไหนๆ ผมก็เพิ่มไปเห็นกล็อกรุ่นใหม่ล่าสุดมาจากงานช๊อตโชว์ ที่ลาสเวกัส เมื่อเดืนมกราคมที่ผ่านมา เลยถือโอกาสแจกแจงเสียตรงนี้เลย
กล็อกรุ่นแรกออกมาวางขายใน ค.ศ.1982 ด้ามปืนจะทำเป็นรองสากรอบตัวการปรับปรุงครั้งแรกคือการทำร่องกันลื่นแนวขวางที่ด้ามปืนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง วงการปืนเรียกกล็อกที่ปรับปรุงแล้วนี้ว่า “เจนเนอเรชั่น 2” จึงทำให้รุ่นแรกกลายเป็นเจนเนอเรชั่น 1 ไปโดยปริยาย
ส่วนเจนเนอเรชั่น 3 ของเราที่จะเข้ากับชุดอัพเกรดนี้ได้ ก็คือกล็อกที่ปรับปรุงใน ค.ศ.1991 ให้มีรางที่โครงปืน ที่จริงกล็อกเจนเนอเรชั่น 3 ก็ยังมีเป็น 3/1 กับ 3/2 คือเจนเนอเรชั่น 3/1 นั้นจะทำเฉพาะรางพิคาทินนี กับร่องนิ้วที่ส่วนหน้าของด้ามปืน และทำเป็นหลุมหรือแอ่งพักนิ้วหัวแม่มือเพิ่มขึ้นมา 3 จุด ส่วนเจนเนอเรชั่น 3/2 จะปรับปรุงเพิ่มขอรั้งปลอกกระสุน ใช้เช็คกระสุนในรังเพลิงได้กับใส่สลักยึดบล็อกลำกล้องมาให้ 2 อัน
คือของเดิมนั้น กล็อกจะใส่สลักคู่มาให้เฉพาะปืนโครงใหญ่ในขนาด 10 มม. และ .45 แต่ในกล็อกเจนเนอเรชั่น 3/2 จะใช้สลักคู่ในปืน 9 มม.ด้วย ส่วนกล็อกเจนเนอเรชั่นที่ 4 ที่ออกมาโชว์ตัวในงานช๊อตโชว์ก็คือปรับปรุงผิวโพลิเมอร์ให้มองดูทันสมัยขึ้นกับออกแบบให้เปลี่ยนสันหลังเพื่อปรับเปลี่ยนขนาดด้ามได้
สำหรับกล็อก 17, 19 และ 23 ที่เรานำมาทดสอบกับชุดอัพเกรดในฉบับนี้เป็นกล็อกในเจนเนอเรชั่น 3/2 ทั้ง 3 กระบอก เข้ากับชุดอัพเกรดได้เรียบร้อยไม่มีที่ติ เพียงแต่ชุดอัพเกรดจะมีคอมพ์อยู่ในตัวทำให้มีคราบเขม่ากับคราบละออกตะกั่วที่ถูกเผาไหม้ย้อนกลับมาจับที่สไลด์ ถ้าเป็นกล็อก 17 หรือ 22 จะจับน้อยหน่อยแต่ถ้าเป็นกล็อก 19 กับกล็อก 23 ก็จะเสียเวลาทำความสะอาดเอาการอยู่เหมือนกัน

ข้อมูลจากนิตยสารอาวุธปืน ปีที่ 36 พฤษภาคม 2553 (อวป. 427)

http://www.hunterarm.com/webboard/index.php?topic=9.0

udonza
12-19-2010, 09:13 AM
ไม่ควรยิงกระสุนปืนที่ "ไม่รู้" ที่มาที่ไป และ "ใช้กระสุนให้ถูกกับขนาดกระสุนที่ระบุไว้บนตัวปืน"

มิเช่นนั้นจะเป็น กล๊อค เฟรมแตก ดูตัวอย่างได้ที่

http://www.thaiblades.com/forums/showthread.php?t=2775

oilaccord35
11-11-2011, 11:10 PM
-ขอคุณท่าน จขกท มากครับ ได้ความรู้อีกเยอะครับเกี่ยวกับปืนglock กำลังดำเนินการจัดหาอยู่ครับ ชอบยี่ห้อนี้มาก

pam
11-12-2011, 04:19 PM
Glock26 ที่ปืนสามพราน มีมั๊ยคะ?
หรือต้องที่หลวงอย่างเดียว [ลิงใช้ความคิด]

sawarop
11-19-2011, 09:56 PM
ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ ใช้กล็อก อยู่เหมือนกันครับสุดยอดปืนครับ