สรุปผลการค้นหา 1 ถึง 4 จากทั้งหมด 4

กระทู้: กรณีนี้จะเรียกว่า " ยักยอกทรัพย์ " ได้หรือไม่ครับ

  1. #1
    Senior Member รูปส่วนตัว nutharajuku
    สมัครเมื่อ
    Jan 2009
    โพสต์
    1,964
    ให้คำขอบคุณ
    3
    ได้รับขอบคุณ 45 ครั้งใน 36 โพสต์

    Thumbs up กรณีนี้จะเรียกว่า " ยักยอกทรัพย์ " ได้หรือไม่ครับ

    เรื่องเป็นดังนี้ครับ

    คือ สมมุติว่า เราเป็นพนักงานขายประจำสาขา แล้วทีนี้บริษัทใหญ่ก็ส่งสินค้าลงมาให้จำหน่าย พร้อมกับกำหนดราคาขายเอาไว้ ในระบบ

    เช่น กระเป๋าสะพาย บริษัทให้ขายใบล่ะ 200 บาท แต่ทางพนักงานติดขาย 220 บาท ซึ่งบวกจากราคาจริง 20 บาท

    เมื่อมีลูกค้ามาซื้อกระเป๋าใบนี้ ทางพนักงานก็ขายตามป้ายคือ 220 บาท พอขายได้พนักงานก็นำกระเป๋าที่ขายได้เข้าระบบของร้าน คือกรอกตามที่บริษัทให้ขายคือ 200 บาท ส่วน 20 บาท พนักงานก็หักเอา ประมาณนี้

    โดยที่สินค้าทุกอย่างที่ขายได้ พนักงานก็กรอกข้อมูลราคาครบตามที่บริษัทกำหนดทุกอย่าง คือยอดเงินของบริษัทครบทุกบาท ไม่มีขาด

    แล้วทีนี้เจ้าของบริษัทจับได้ว่าติดป้ายขายเกินราคาที่บริษัทตั้งไว้ คือให้ขาย 200 แต่พนักงานดันติดขาย 220 ซึ่งเจ้าของบริษัทเลยจะแจ้งความกับพนักงานในข้อหา " ยักยอกทรัพย์ "

    สรุป :

    ว่าเรื่องทั้งหมดที่กล่าวมา มีความผิดในฐาน " ยักยอกทรัพย์ " หรือไม่ครับ เพราะเงินที่ขายสินค้าแต่ล่ะชนิดในแต่ล่ะวันก็ เอาเข้าระบบตรงตามที่บริษัทกำหนดให้ทั้งหมด ไม่มีเงินขาดแม้แต่นิดเดียว

    ซึ่งทางเจ้าของบริษัทก็อ้างว่า ทำให้ลูกค้าไม่ซื้อของ ยอดขายไม่ได้ในแต่ล่ะวัน ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงตึกที่เปิดร้านขายสินค้าก็แทบจะไม่มีคนเดินอยู่แล้ว

  2. #2
    Senior Member รูปส่วนตัว arthur99
    สมัครเมื่อ
    May 2013
    โพสต์
    151
    ให้คำขอบคุณ
    0
    ได้รับขอบคุณ 21 ครั้งใน 16 โพสต์
    ฉ้อโกง : (กฎ) น. ชื่อความผิดอาญาฐานหลอกลวงผู้อื่นโดยทุจริต ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง โดยการหลอกลวง ดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทําให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามทํา ถอน หรือทําลายเอกสารสิทธิ เรียกว่า ความผิดฐานฉ้อโกง.
    อ้างอิง : พจนานุกรม ราชบัณฑิตยสถาน

    ผมว่ากรณีนี้น่าจะเข้าข่ายฉ้อโกง มากกว่าครับ
    แต่ผมว่ามันกำกึ่ง อยู่นะ ว่าโกงนายจ้างหรือลูกค้า
    แต่ยักยอกทรัพท์จริงๆๆไม่น่าจะเข้าข่ายนะครับ
    แต่จริงๆผิดกฎหมายแน่นอนครับ แต่ทางไหนเดียวรอทนายมาตอบดีกว่า

  3. #3
    Life is beautiful รูปส่วนตัว หนึ่ง โนนสูง
    สมัครเมื่อ
    Oct 2010
    ที่อยู่
    THAILAND
    โพสต์
    5,251
    ให้คำขอบคุณ
    1,074
    ได้รับขอบคุณ 1,009 ครั้งใน 653 โพสต์
    ลักษณะการกระทำอย่างไร เป็นความผิดฐานฉ้อโกงทรัพย์ พอสรุป ได้ดังนี้
    1. ต้องมีการหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง
    2. ข้อความนั้นต้องเป็นเท็จและต้องเป็นเหตุการณ์ในอดีตหรือปัจจุบัน ไม่ใช่เหตุการณ์ในอนาคต เว้นแต่เหตุการณ์ในอนาคตนั้นพออนุมานได้ว่าเป็นการแสดงถึงเหตุการณ์ในปัจจุบันรวมอยู่ด้วย
    3. ผู้กระทำต้องรู้ข้อความนั้นเป็นเท็จ และต้องเป็นการกล่าวยืนยันข้อความนั้น ไม่ใช่เป็นการแสดงความคิดเห็นหรือคาดคะเนหรือเพียงให้คำมั่นสัญญาแม้จะไม่ตรงกับความจริงก็ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง
    4. การแสดงข้อความเท็จนั้น อาจเป็นเท็จต่อเพียงบางส่วนก็ได้ ไม่จำต้องเท็จทั้งหมด
    5. การหลอกลวงนั้นต้องกระทำก่อนที่จะได้ทรัพย์สิน จากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ถ้าได้ทรัพย์มาในความครอบครองก่อนแล้ว จึงหลอกลวงไม่เป็นฉ้อโกง
    6. การหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ถ้าเขาหลงเชื่อและส่งมอบทรัพย์หรือยอมให้ทรัพย์สินนั้นไปด้วยความเต็มใจ เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ถ้าผู้ถูกหลอกลวงไม่หลงเชื่อหรือหลงเชื่อแต่ยังไม่ยินยอมให้เอาทรัพย์นั้นไป ถ้าผู้ที่หลอกลวงหยิบเอาทรัพย์นั้นไปเองหรือหลอกลวงเพื่อให้ทำการลักทรัพย์ได้สะดวกขึ้นเท่านั้นเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ใช่ฉ้อโกง
    7. การแสดงข้อความอันเป็นเท็จนั้น อาจกระทำด้วยทางวาจา กิริยาท่าทาง ลายลักษณ์อักษร เครื่องขยายเสียง วิทยุ โทรทัศน์ หรืออื่นๆก็ได้ กฎหมายไม่จำกัดเฉพาะทางวาจาเท่านั้น
    8. การปกปิดความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง คือจะต้องรู้ความจริงแล้วนิ่งเสียไม่ยอมบอกให้เขาทราบเพื่อจะให้ได้ทรัพย์สิน ฯ อาจกระทำโดยกิริยา ท่าทาง หรืออย่างอื่นๆก็ได้
    9. การแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงที่ควรบอกให้แจ้งในกรณีที่เกี่ยวกับการโฆษณาสินค้า หรือการขายของ แม้จะเกินความจริงไปบ้างก็ยังไม่ถือว่าเป็นการฉ้อโกงเพราะบุคคลทั่วไปก็เข้าใจในเรื่องนี้ดี แต่ถ้ามีเจตนาที่จะหลอกลวงเพื่อทำการฉ้อโกงโดยตรงก็เป็นความผิดเกี่ยวกับการค้า ตาม มาตรา 271 ได้
    10. การหลอกลวงนั้นต้องทำให้เขาหลงเชื่อและได้ไปซึ่งทรัพย์สิน หรือ ทำให้เขาทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว หากให้เพราะความสงสารหรือเพื่อจะเอาเป็นพยานหลักฐานในการฟ้องคดีหรือไม่เชื่อจึงไม่ให้ทรัพย์ หรือเชื่อแต่ไม่ให้ทรัพย์หรือไม่มีทรัพย์จะให้ ดังนี้ เป็นเพียงความผิดฐานพยายามฉ้อโกง
    11. การได้ทรัพย์สินหรือให้ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธินั้น ไม่จำกัดว่าจะต้องได้ไปจากผู้ถูกหลอกลวง แต่รวมถึงบุคคลที่สามด้วย แต่บุคคลนั้นต้องมีการครอบครองเหนือทรัพย์นั้นด้วย ถ้าผู้ที่มอบให้ไม่มีการครอบครองเหนือทรัพย์นั้น ผู้เอาไปผิดฐานลักทรัพย์ ดูฎีกาที่ 207/2512
    12. ความผิดฐานฉ้อโกง การได้ทรัพย์นั้น ไม่จำกัดเฉพาะทรัพย์แต่อย่างเดียว แต่รวมถึงทรัพย์สิน สิทธิบางอย่างและให้ทำ ถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิด้วย
    13. ในกรณีที่ให้ทำ ถอนหรือทำลายเอกสารนั้น ต้องเป็นเอกสารสิทธิ ถ้าไม่ใช่เอกสารสิทธิ เป็นเอกสารธรรมดา ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง
    14. ความผิดฐานฉ้อโกง ผู้กระทำต้องมีเจตนาทุจริตมาก่อนหรือในขณะ
    หลอกลวงอันเป็นเหตุให้ได้ทรัพย์นั้น ถ้าผู้กระทำมีเจตนาทุจริตขึ้นในภายหลังไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง แต่ผิดฐานยักยอก

    15. ความผิดฐานฉ้อโกงนั้น ต้องหลอกลวงเอาทรัพย์ของผู้อื่น การหลอกลวงเอาทรัพย์ของตนเองไปจากผู้อื่นไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ดูฎีกาที่ 16/2510
    16. ความผิดฐานฉ้อโกง ต้องเป็นการหลอกลวงให้เขาส่งทรัพย์ให้ แต่การ
    หลอกลวงเพื่อเอาทรัพย์ไปส่งคืน แม้เป็นเท็จก็ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง

    http://www.police.go.th

    ปอ. มาตรา ๓๔๑
    ผู้ใด โดยทุจริต หลอกลวง ผู้อื่น ด้วยการแสดง ข้อความ อันเป็นเท็จ หรือ ปกปิดข้อความจริง ซึ่ง ควรบอกให้แจ้ง และ โดยการหลอกลวง ดังว่านั้น ได้ไป ซึ่ง ทรัพย์สิน จาก ผู้ถูกหลอกลวง หรือ บุคคลที่สาม หรือ ทำให้ ผู้ถูกหลอกลวง หรือ บุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือ ทำลาย เอกสารสิทธิ ผู้นั้น กระทำความผิด ฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน สามปี หรือ ปรับไม่เกิน หกพันบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ


    รับซ่อม-ประกอบคอมพิวเตอร์
    080-0099195ประกันสินค้ามือ2 ทุกชิ้น 30วัน

  4. #4
    Senior Member รูปส่วนตัว ฅนนำทาง
    สมัครเมื่อ
    Jun 2010
    โพสต์
    484
    ให้คำขอบคุณ
    4
    ได้รับขอบคุณ 120 ครั้งใน 71 โพสต์
    ขอแยกประเด็นดังนี้
    1.ถ้าตกลงกันไว้ก่อนว่า ถ้าขายได้เกินราคาที่ตั้งไว้ ก็เอาเงินส่วนเกินไปก็ไม่ผิด
    2.ถ้าไม่ได้ตกลง เงินส่วนเกินก็ต้องเป็นของบริษัท เมื่อเอาไปเป็นของตนเองจึงมีความผิด
    21.ถ้าเป็นพนักงาน มีหน้าที่ดูแลแทนบริษัทฯ ชั่วคราว อาจจะมีความ ผิด ฐานลักทรัพย์นายจ้าง
    2.2.ถ้าเป็น ผู้จัดการร้าน และมีลูกน้องอีกหลายคน อาจจะมีความผิด ฐานยักยอกทรัพย์ (เช่น ผจก.ร้าน 7-11 และมีพนักงานอีก หลายคน)
    3.กรณีตามข้อ 2 คือบริษัทฯ เป็นผู้เสียหาย ข้อ 2.1 ยอมความไม่ได้ ข้อ 2.2 ยอมความได้ (ชดใช้ค่าเสียหาย ถอนคำร้องทุกข์ เรื่องก็จบ)
    4.ถ้าลูกค้าผู้มาซื้อกระเป๋า เป็นผู้เสียหาย อาจจะมีความผิด ฉ้อโกง หรือฉ้อโกงประชาชน ต้องดูเป็นกรณี ๆไป (แต่ไม่มีคนมาแจ้งความเอาผิดคุณหรอก) เหลือแต่ข้อ 2-3 สงสัยก็อ่านอีกรอบ
    5.ถ้าเข้าข้อ 2.1 รีบขอเจรจากับบริษัทฯ ก่อนที่จะไปแจ้งความร้องทุกข์ ถ้าร้อยเวรลงรับแจ้งแล้วมันจะถอนเรื่องไม่ได้
    6.กรณีนี้ บริษัทฯ ต้องมีหนังสือมอบอำนาจ ฯให้ทนาย-นิติกร ฯหรือคนอื่้นมาแจ้งความร้องทุกข์ที่ สำนักงานที่ ร้านที่คุณขายของตั้งอยู่ เช่น ขายที่เซ็นทรัลอุดร ฯ ก็มาแจ้ง ที่โรงพักเมืองอุดร ...ประมาณนี้
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดย ฅนนำทาง : 07-19-2013 เมื่อ 03:23 PM

ข้อมูลกระทู้

Users Browsing this Thread

ในขณะนี้มี 1 คุณดูกระทู้อยู่. (0 สมาชิกและ 1 ผู้เยี่ยมชม)

Bookmarks

กฎการโพสต์ข้อความ

  • คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสต์ได้
  •  
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • [VIDEO] สถานะ เปิด
  • HTML สถานะ ปิด
อุดรธานี ข่าวอุดรธานี ข่าวโคราช ข่าวหนองคาย เชียงใหม่ สกลนคร หนองบัวลำภู เลย พระเครื่อง ราคาทอง ราคาน้ำมัน ขายถูก เว็บ รับทำ seo